Dec 05

ในหลวงผู้เป็นประทีปของคนไทยทั้งประเทศ

รูปเหล่านี้คัดเลือกจากคอมพิวเตอร์ที่สมาชิกพันทิปได้โพสต์ไว้ในกระทู้รูปที่มีทุกบ้าน

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายมุมมอง แต่ว่าแต่ละรูปได้แสดงถึงความรักที่ประชาชนมีต่อพระองค์

ในขณะเดียวก็แสดงถึงความรักของในหลวงที่ต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft

Jan 19

วันนี้ขอเอางานเก่าๆที่เคยแชร์มุมมองและตอบปัญหาให้น้องทางอินเตอร์เน็ตคนหนึ่งนานมาแล้วล่ะ แต่คาดว่าน่าจะเป้นประโยชน์กับอีกหลายคน

พี่นัท……….

ถามหน่อยว่า……..

จบโทแ ล้วต่อ เอก หรือ CIM

อะไรจะมีประโยชน์ต่อการทำงานกว่ากัน แบบว่าสังคมเขามองยังไงอ่าฮะ

 

Mangoboy

   

24 มิ.ย. 2549 เวลา 19:23 น.
ip [86.129.162.77]

คุณน้องเค้าถามตามที่เห็นนั่นแหละ
ในฐานะที่ได้รับความไว้วางใจ(หรือเปล่าไม่แน่ใจ) ก็จะขอตอบตามมุมมองคนหนึ่งคนแล้วกัน

อาจจะตอบวกวนไปบ้างเพราะกะว่าจะเขียนเผื่อคนอื่นด้วย มีใครอ่านแล้วอาจจะเอาไปคิดตามก็ดี

เรื่องแรกก้คือถามว่าเรียนต่อโทดีไหม(สำหรับคนที่จบตรี) ถ้าอยู่ในเมืองไทยแล้วก็คิดว่ายังไงมีโอกาสได้ทำงานเป้นลูกจ้างบริษัทห้างร้านแน่ๆ ก็ขอบอกว่าเรียนไปเถิดครับ เพราะเหมือนว่าสถานการณ์มันบังคับแล้วล่ะ อย่างสมัยก่อนนานมาแล้วที่ใครที่เรียนต่อเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่ห์น่าดู เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อแม่พี่น้อง ยิ่งเข้าคณะยากๆยิ่งภาคภูมิใจขึ้นไปอีก แต่ก่อนมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ขณะที่เดี๋ยวนี้มีโอกาสมากมายที่จะรอรับเข้าไปเรียนในระดับปริญญาตรี ดังนั้นคนจบปริญญาตรีก็คือสินค้าธรรมดาในตลาด(ไม่แปลกละ)

คนจึงต้องมาเรียนเพื่ออัพตัวเองให้เป็นปริญญาโทกันยิ่งเป็นสายบริหารอย่าง MBA ยิ่งขายดี แย่งกันสอบแย่งกันเข้าไปเรียน ต่อไปก็คงจะเป็นสินค้าธรรมดาเหมือนกัน ที่มันเป้นอย่างนี้ก็เพราะว่าอยู่ที่ค่านิยมของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับใบปริญญามากเกินไป การทำงานเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในบริษัท ส่วนใหญ่ก็เลื่อนด้วยความสามารถและประสบการณ์ แต่เมื่อถึงในระดับๆหนึ่ง เมื่อขึ้นไปสูงๆ ปัจจัยที่จะผ่านการคัดเลือกฝ่าด่าน 18 มนุษย์ทองคำมันก็เรื่องมากมากขึ้น ในแง่การให้น้ำหนักกระดาษใบนี้ก็ค่อนข้างมีผลพอสมควร

สรุปว่า คนที่จบตรีแล้วควรต่อโท ถ้าจะทำงานในบริษัททั่วไป(ไม่ได้มีกงสีส่วนตัว) ประโยชน์ที่ได้รับจากปริญญาโทคือ ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น(กรณีมองผ่านๆน่ะนะ ไม่ใช่ทำงานสนิทสนม รู้เช่นเห็นชาติว่าเป็นทองชุบ)

ส่วนข้อเสนอแนะว่าเรียนเมื่อไหร่ แนะนำว่าให้เรียนหลังจากทำงานมาได้ประมาณ 2-3ปี ตอนนั้นเราจะมีความพร้อมมากขึ้น เช่น เงินเดือนพอสมควร มีวุฒิภาวะ(แก่ขึ้น) มีประสบการณ์การทำงาน
ส่วนคำถามจากคุณน้องต้าร์ จะตอบแล้วนะ

ข้อมูลส่วนตัวของคุณน้องเค้าเนี่ย เท่าที่มั่วเอาเอง น้องเค้าเรียนจบปริญญาโทที่อังกฤษด้านการตลาด รู้สึกว่ายังไม่เคยทำงาน (หรือถ้าทำก็น่าจะประสบการณ์ไม่กี่ปี ปรากฏต้าร์บอกว่าทำมาตั้งแต่ 10 ขวบ ช่วยที่บ้าน)

ดังนั้น สมมุติว่า เรียนรวดเดียว ป.ตรี 4 ปี ป.โท อังกฤษ อีก 1 ปี แถมเพิ่มให้อีก 1 ที่เที่ยวในยุโรป เท่ากับตอนนี้อายุน่าจะประมาณ 23-24 เดาเอา พักไว้ก่อน
ต้าร์มี 2 ทางเลือกที่ส่งเข้าประกวด
อันแรกเรียนต่อดอกเตอร์ เป็นเพื่อนพี่แอน ในเมืองไทยการเป็นดอกเตอร์ในความรู้สึกคนทั่วไป ค่อนข้างจะเป้นนักวิชาการคือเหมาะจะเป็นอาจารย์ว่างั้นเถอะ ให้ความน่าเชื่อถือ ในองค์กรบริษัทโดยทั่วไปคนที่เป็นดอกเตอร์น้อยมาก ไม่มีใครเก็บสถิติอย่างชัดเจนในเมืองไทยว่าดอกเตอร์ในเมืองไทยทำอะไรกันแต่เดาเอาเองว่าบริษัทที่มีดอกเตอร์เยอะหน่อยน่าจะเป็นทางด้านการเงิน กับไอที  แต่เนื่องจากย่อหน้าแรกๆได้บอกมาแล้วว่าตอนนี้ปริญญาโทก็ไม่ได้เป็นของแปลกแต่อย่างใด ต่อไปคนก็ต้องไปเรียนดอกเตอร์กันอีกแหละ (เป็นแรงผลักดันจากสังคมเมืองไทย ที่ไม่ได้ดูคนจากความสามารถ)

แต่ถ้าสมมุติว่ามีน้องแล้วมันมาถามอย่างนี้ก็คงบอกว่าให้เลือกเอง แต่ถ้าคิดไม่ออก ก็คงบอกว่าทำงานดีกว่า เพราะว่าทำงานด้านการตลาด มันต้องการประสบการจริงค่อนข้างเยอะเพื่อที่จะสามารถนำมาสร้างเครดิตตัวเองในการสมัครงานได้ดีกว่า เหมือนกับว่าบริษัทเค้าก้คาดหวังให้เป็นคนที่ประยุกต์ทฤษฎีได้ในโลกธุรกิจจริงๆ ยิ่งทำงานแล้วมีผลงานเยอะๆยิ่งหางานได้ง่าย ประเภทพูดไปคนก็อ๋อน่ะ วันดีคืนดีก็มีคนชวนไปทำงานด้วย

แต่ถ้าเลือกที่จะเรียนดอกเตอร์กลับมาสมัครงานที่น่าสนใจก็คงเป็นบริษัทต่างชาติใหญ่ๆ ที่รับ Management Trainee แต่อย่างว่าแหละ เราก็ยังไม่รู้ว่าพอจะลงแล้วจะเป็นหน้าที่อะไร ด้านไหน อีกกลุ่มธุรกิจที่น่าจะสมัครได้ก็เป็นพวก Consulting Firm ซึ่งพวกนี้เค้าส่วนใหญ่รับคนที่โปรไฟล์ดีอยู่แล้ว แล้วงานก็มีหลายส่วนที่ได้ใช้ความรู้ด้านการตลาด
ส่วน CIM เท่าที่เข้าไปดูแล้วเข้าใจว่าลักษณะเดียวกับของสายบัญชีที่มีสอบ CPA อันนี้ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองได้ดี เท่าที่ดูแล้วก็น่าสนใจ แต่ถ้ากลับมาเมืองไทยก้ต้องคิดว่ามันมีประโยชน์กับเรามากขนาดไหนเมื่อเทียบกับเวลาที่เราต้องเสียไปลองคิดดูดีๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเอาอยุบวกเข้าไปกับจำนวนปีที่เรียนต่อ จะได้อายุที่พร้อมกลับมาทำงาน

พอเริ่มทำงานถ้าทำบริษัททั่วไป คนทั่วไปกว่าจะเข้าใจทำอะไรได้ มีผลงานชัดเจนก็เมื่อเลยปีที่ 2 ไปแล้ว
ถ้ากลับมาสมัครทำงานเป็น Trainee โปรแกรมฝึกก็กินเวลาประมาณ 6 เดือน  ถึง 1 ปีแล้วแต่ที่ ลองบวกคำนวณดูแล้วกัน ว่าอายุเท่าไหร่อยากเป็นอะไร คิดถึงความเป็นจริงเป็นไปได้ไหม
อ้อ เพิ่ม ยิ่งอายุเยอะแล้วประสบการณ์ทำงานน้อย จะหางานลำบากหน่อยนึง เช่น อายุเยอะแต่ต้องเป็นลูกน้องคนที่เด็กกว่า หรือเรียนมาเยอะอยากได้เงินเดือนเยอะแต่ประสบการณน้อย

ตอบประมาณนี้ไม่รู้ว่าช่วยอะไรบ้างหรือเปล่า

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , ,

Jan 16

ความคิดสมัย ป.1

เพื่อนที่ดีคือคนที่ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนคุณ     แล้วก็จับมือคุณระหว่างเดินผ่านห้องโถงที่น่ากลัว

ความคิดสมัย
 ป.2

เพื่อนที่ดีคือคนที่ทำให้คุณเข้าเรียนคลาสที่ไม่อยากเรียน (มั้ง)

ความคิดสมัย ป.3

เพื่อนที่ดีคือคนที่แบ่งอาหารกลางวันให้คุณ  เมื่อคุณลืมกล่องข้าวไว้ที่บ้าน = =?

ความคิดสมัย ป.4

เพื่อนที่ดีคือคนที่ยอมเปลี่ยนคู่เต้นในวิชาลีลาศเมื่อคุณไม่อยากจับคู่เต้นอยู่กับนิกจอมลามก

หรือเอ็มกลิ่นแรง

ความคิดสมัยป.5

เพื่อนที่ดีคือคนที่เผื่อที่นั่งให้คุณเมื่อถึงมื้อเที่ยง

ความคิดสมัย ป.6

เพื่อนที่ดีคือคนที่พาคุณไปหาคนที่คุณตกหลุมรัก  เพื่อขอให้เค้ามาเต้นรำกับคุณ  เผื่อว่าเค้าปฏิเสธคุณจะได้ไม่ต้องอายไง

ความคิดสมัย ม.1

เพื่อนที่ดีคือคนที่ให้คุณลอกรายงานสังคม

ความคิดสมัย ม.2

เพื่อนที่ดีคือคนที่ช่วยคุณทำรายงานกลุ่มและไม่เคยนินทาคุณลับหลัง

ความคิดสมัย ม.3

เพื่อนที่ดีคือคนที่เปนที่ปรึกษาปัญหาหัวใจให้คุณและอินกับคุณในทุกๆอารมณ์

ความคิดสมัยม.4 คือ

คนที่ยอมเปลี่ยนวิชาเรียนเพื่อที่คุณจะได้มีเพื่อนนั่งกินข้าว

ความคิดสมัย ม.5

เพื่อนที่ดีคือคนที่ยอมให้คุณขับรถใหม่ของเค้า

ช่วยคุยกะพ่อแม่ของคุณเวลาคุณมีปัญหา  แล้วก็คอยปลอบคุณตอนที่คุณเลิกกับแฟน

ความคิดตอน ม.6

เพื่อนที่ดีคือคนที่ช่วยคุณเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้า

แถมยังช่วยคุยกับพ่อแม่ให้ยอมให้คุณไปเรียนมหาลัยนั้นอีกด้วย

ในงานจบการศึกษา เพื่อนที่ดีของคุณ คือคนที่ร้องไห้เงียบๆ ในใจ

แล้วก็แบ่งปันรอยยิ้มกว้างๆ ให้คุณ

หน้าร้อนหลังจบ ม.6

เพื่อนที่ดีคือคนที่ช่วยคุณล้างขวดหลังงานปาร์ตี้

ช่วยคุณแอบย่องออกจากบ้านตอนที่คุณตกลงกับพ่อแม่ไม่ได้

ทำให้คุณกับแฟนกลับมาคบกันอีก

ช่วยคุณเก็บของเพื่อย้ายไปมหาลัย

แล้วก็กอดคุณอย่างเงียบๆ มองคุณด้วยแววตาที่ขุ่นมัวพร้อมกับความทรงจำ

18 ปีที่ผ่านมา…… ให้กำลังใจคุณในทางที่คุณเลือกเดินเหมือน
 18ปีที่ผ่านมา

และตอนนี้ เพื่อนที่ดี  ….   ยังคงเป็นคนที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ     จับมือของคุณเมื่อคุณกลัว

ช่วยคุณต่อสู้กับสิ่งที่พยายามเอาเปรียบคุณ

คิดถึงคุณตลอดเวลาที่คุณไม่อยู่ เตือนคุณในสิ่งที่คุณลืม

ช่วยคุณผ่านอดีตแต่ก็เข้าใจเมื่อคุณอยากอยู่กับอดีตอีกซักนิด

อยู่กับคุณเพื่อให้คุณมีความมั่นใจ หรือไปไกลๆ คุณซักพักเพื่อให้คุณได้มีเวลากับตัวเอง ช่วยคุณแก้ไขความผิดพลาด

ช่วยคุณจัดการกับความกดดันทั้งหลาย

ยิ้มให้คุณเมื่อยามคุณเศร้า

ช่วยให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น และอย่างสำคัญที่สุด คือ คุณส่งความรู้สึกนี้   ให้เพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่

และเพื่อนที่อยู่กับคุณตลอด (ยังไม่ร้องไห้ใช่มั้ย? ยังมีต่ออีกนะ)

ขอบคุณสำหรับความเป็นเพื่อน ไม่ว่าเราจะไปถึงจุดไหน   หรือเรากลายเป็นอะไร

จะไม่มีวันลืมคนที่ช่วยให้เราไปถึงจุดนั้น   ไม่มีการผิดเวลาที่จะโทรศัพท์  หรือส่งข้อความ

เพื่อบอกเพื่อนของคุณว่า คุณคิดถึงพวกเค้าขนาดไหน หรือว่าคุณรักพวกเค้าขนาดไหน

คุณรู้ว่าคุณเป็นใคร ส่งความรู้สึกนี้ไปให้คนบางคนที่คุณอยากจะนึกถึง

ดังนั้น ส่งเมล์นี้ให้เพื่อนคุณทุกๆ คน  และรอคอยให้เค้าส่งกลับ

ถ้าคุณรักใครซักคน ก็บอกเค้าซะ

จำไว้เสมอเลยนะว่าพูดสิ่งที่คุณคิด    สิ่งที่คุณหมายถึง

อย่ากลัวที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเอง

ใช้โอกาสนี้ในการบอกใครซักคนที่มีความหมายกับคุณ

คว้าเอาไว้แล้วจะไม่เสียใจ

สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ใกล้ๆ     กับเพื่อนและครอบครัว

สำหรับการที่พวกเค้านั้นทำให้คุณกลายมาเป็นคุณในวันนี้  บอกความรู้สึกซะ

ให้เกิดความแตกต่างขึ้นในวันของคุณและเค้า

ความแตกต่างระหว่างการแสดงความรัก และการเสียใจ คือ  การเสียใจอาจจะอยู่ตลอดไป

ภายใน 1 ชม. คุณต้องส่งเมล์นี้ให้คนอื่น   เพื่อให้เค้าได้รู้ว่าเค้ามีความหมายสำหรับคุณนะ

ถ้าคุณกำลังยุ่งละก้อ.. คิดซะว่าใช้เวลาแค่ 2-3 นาทีเองน่า..ที่จะบอกความรู้สึกนี้ออกไป มันจะดีกว่าเยอะเลยนะ     ถ้าคุณส่งเมล์นี้ต่อไปน่ะ

เอาล่ะ ตกลงกันแล้วนะ ส่งเมล์นี้ต่อไปอย่างน้อย 10 คนภายในหนึ่งชม.

คนที่ห่วงใยคุณมอบความอบอุ่นให้คุณและความอบอุ่นนั้นก็มาจากการรักผู้อื่น

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags:

Jan 03

บทเรียนแห่งชีวิตห้าเรื่อง กินใจสุดๆ

Five lessons to make you think about the way we treat people.
ห้าบทเรียนในการปฏิบัติต่อผู้อื่น

1. First Important Lesson - Cleaning Lady.
1. บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด

During my second month of college, our professor gave us a pop quiz. I was
เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง
a conscientious student and
ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน
had breezed through the questions, until I read the last one:
จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย
“What is the first name of the woman who cleans the school?”
“สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?”

Su! rely this was some k ind of joke. I had seen the cleaning woman several
ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง
times. She was tall, dark-haired and in her 50s, but how would I know her
เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50 แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร?
name? I handed in my paper, leaving the last question blank. Just before
ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย
class ended, one student asked if the last question would count toward our quiz grade.
ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่

“Absolutely,” said the professor. “In your careers, you will meet many people.
“แน่นอน” อาจารย์ตอบ “เมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย
All are significant.
ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอ
They deserve you! r attention and care, even if all you do is smile and say ” hello”.
ที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม”
I’ve never forgotten that lesson. I also learned her name was Dorothy.
ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี

2. Second Important Lesson - Pick-up in the Rain
2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน

One night, at 11:30 p.m., an older African American woman was standing on
คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง
the side of an Alabama highway trying to endure a lashing rainstorm. Her
สาย อลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่
car had broken down and she desperately needed a ride.
รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก
So! aking wet, she decided to fla g down the next car. A young
แม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา
white man stopped to help her, generally unheard of in those
ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง
conflict-filled 1960s. The man took her to safety, helped her get assistance and put her into a taxicab.
เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่

She seemed to be in a big hurry, but wrote down his address and thanked
แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย
him. Seven days went by and a knock came on the man’s door. To his
เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา
surprise, a giant console
ด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหน! ึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขา
colour TV was delivered to his home. A special note was attached. It read:
และมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า:
“Thank you so much for assisting me on the highway the other night.
“ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น
The rain drenched not only my clothes, but also my spirits. Then you came
ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย
along. Because of you, I was able to make it to my dying husband’s bedside
แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต
just before he passed away. God bless you for helping me and unselfishly
ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน
serving others,”
และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ”

Sincerely, M! rs. Nat King Cole.
ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล

3. Third Important Lesson - Always remember those who serve.
3. บทเรียนสำคัญที่สาม - ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ

In the days when an ice cream sundae cost much less, a 10
ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก
year-old boy entered a hotel coffee shop and sat at a table. A waitress put
เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ
a glass of water in front of him. “How much is an ice cream sundae?” he
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า “ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?”
asked. “Fifty cents,” replied the waitress. The little boy pulled his hand
“ห้าสิบเซ็นต์” พนักงานเสริฟสาวตอบ แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า
out of his pocket and studi! ed the coins in it.
แล้วก็นับเ หรียญในมือ

“Well, how much is a plain dish of ice cream?” he inquired. By
“งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่?” เด็กชายถามอีก
now more people were waiting for a table and the waitress was growing impatient.
ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน

“Thirty-five cents,” she brusquely replied. The little boy again counted his coins.
“สามสิบห้าเซ็นต์” เธอตอบห้วนๆ เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง

“I’ll have the plain ice cream,” he said. The waitress brought
“ผมขอไอศครีมเปล่าครับ” เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา
the ice cream, put the bill on the table and walked away. The boy finished
ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป
the ice cream, paid the cashier and left. When the waitress came back, she!
เด็กชายทา นไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไป เมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา
began to cry as she wiped down the table.
เธอก็เริ่มร้องให้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะ

There, placed neatly beside the empty dish, were two nickels and five
บนโต๊ะนั้น มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น
pennies. You see, he couldn’t have the sundae, because he had to have enough left to leave her a tip.
เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น

4.Fourth Important Lesson - The Obstacles in Our Path.
4. บทเรียนสำคัญที่สี่ - สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

In ancient times, a King had a boulder placed on a roadway. Then he hid
ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อย! ู่
himself and watched to see if anyone would remove the huge rock.
เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง
Some of the king’s wealthiest merchants
เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา
and courtiers came by and simply walked around it.
ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป

Many loudly blamed the King for not keeping the roads clear, but none did
พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี
anything about gett g the stone out of the way.
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง

Then a peasant came along carrying a load of vegetables. Upon approaching
จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง
the boulder, the peasant laid down his burden a ! nd tried to move the stone
แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง
to the side of the road.

After much pushing and straining, he finally succeeded.
หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

After the peasant picked up his load of vegetables, he noticed
เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่
purse lying in the road where the boulder had been. The purse contained
many gold coins and a note from the King indicating that the gold was
ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า ทองในถุงนั้น
for the person who removed the boulder from the roadway. The
เป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน
peasant learned what many of us never understand!
ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้

Every obstacle pre! sents an opportunity to improve o condition.
ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่ราจะดีขึ้น ให้กับเรา

5. Fifth Important Lesson - Giving When it Counts.
5. บทเรียนสำคัญที่ห้า - ให้เมื่อมีค่า

Many years ago, when I worked as a volunteer at a hospital, I
หลายปีมาแล้ว เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
got to know a little girl named Liz who was suffering from a rare & serious
ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็น
disease. Her only chance of recovery appeared to be a blood transfusion
โอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ
from her 5-year-old brother, who had miraculously survived the same
ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่า งปาฏิหารย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูม! ิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา
disease and had developed the
antibodies needed to combat the illness. The doctor explained the situation
หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า เขาต้องการจะ
to her little brother, and asked the little boy if he would be willing to give his blood to his sister.
ให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่
I saw him hesitate for only a moment before taking a deep breath and
ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า
saying, “Yes I’ll do it if it will save her.” As the transfusion
“ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้”
progressed, he lay in bed next to his sister and smiled, as we all did,
เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้ม
seeing the colour returning to he r cheeks. Then his face grew pale and his smi! le faded.
ของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป

He looked up at the doctor an asked with a trembling voice,
เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“Will I start to die right away?”.
“ผมกำลังจะตายใช่ไหม?”
Being young, the little boy had misunderstood the doctor; he
ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป
thought he was going to have to give his sister all of his blood in order to save her.
เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ

Now you have 2 choices
ตอนนี้คุณมีทางเลือกสองทาง

“Work like you don’t need the money, love like you’ve never been hurt, and dance like you do when nobody’s watching.”
“ทำงานให้เหมือนกับคุณไม่ต้องการเงิน รักให้เหมือนกับคุณไม่มีวันจะเจ็บปวดกับมัน และเต้นรำให้เหมือนกับไม่มีใครมองคุณอยู่”

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , ,

Dec 11

มาชวนกันไปดูหนัง หนังเรื่องนี้ต้องบอกว่าในฐานะคนไทย เราสามารถที่ช่วยกันให้สังคมเป็นไปแนวทางที่ถูกที่ควรได้จากการดูหนังเรื่องเดียว ตอนแรกพยายามชวนน้องที่เรียนที่โรงเรียนด้วยกัน ไปช่วยกันอุดหนุน คนนึงก็บอกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่อยู่ในแผนที่จะไปดู แถมตอนนี้เวลาก็มีจำกัดดังนั้นถ้าเลือกไปดูก็คงจะเลือกที่อยากดูก่อน เราก็บอกว่ารักแห่งสยามยังไงก็มีคนไปช่วยกันดูอยู่แล้ว เพราะว่าคนบอกต่อๆกันไปวนกันไปดูก็เยอะ ขณะที่เรื่องนี้ ถ้ายอดยังไม่เข้าสงสัยอาการจะแย่ เธอก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ขณะที่อีกคนก็บอกว่าชวนแฟนไปดูแล้วแต่ว่าเค้าไม่ชอบ แต่กะว่าจะชวนพ่อไปดูด้วย เพราะพ่อชวนก่อนน่ะ ก็ยังพอมีหวัง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ส่วนเราก็ไปดูเพราะว่าหนังน่าสนใจจริงๆ เนื่องจากว่าเคยทำงานบริษัทที่ทำอนิเมชั่น ก็เลยเข้าใจว่าความยากลำบากในการทำหนังยาวๆสักเรื่องนึงมันยากขนาดไหน แถมเรื่องนี้ก็เนื้อหาก็ดี สามารถชวนเด็กๆไปดูแล้วก็ปลูกฝังหรือสอนอะไรได้เลย หลังจากหนังจบ

เรื่องก็ดำเนินตั้งแต่พระพุทธเจ้าประสูติจนปรินิพาน มีการกล่าวถึงสาวกที่เรารู้จักดีอยู่หลายองค์ ถ้าคิดว่าหนังเรื่องนี้ จะอาจจะดูเนิบๆเพราะว่าเป็นพุทธประวัติที่เรารู้กันอยู่แล้ว ก็ถูกแต่ว่าไม่หมดซะทีเดียว ยังอีกหลายฉากที่เราก็จำไม่ได้หรือจำได้ลางๆ แต่พอดูเรื่องนี้จบต้องบอกว่าภาคภูมิใจและประทับใจในพระพุทธศาสนามากขึ้นเยอะเลยทีเดียว หลังจากที่มีแต่ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ตลอด สำหรับการดำเนินเรื่องโดยรวมก็ต้องบอกว่าสามารถดำเนินเรื่องในส่วนสำคัญได้ครบดีทีเดียว สำหรับช่วงที่ชอบตอนมารมาผจญ ประมาณธรรมะสู้กับอธรรม

ในส่วนของการกำกับศิลป์ โดยส่วนตัวก็ชอบกับสีสันแล้วก็ลายเส้นของทีมงาน ที่เขียนได้ดีทีเดียว แต่บรรยากาศลายเส้นต้องบอกว่าเราดูแล้วรู้สึกว่าคล้ายๆมู่หลานเยอะอยู่เหมือนกัน แต่พอเราเขียนไปเรื่อยๆหรือส่งเสริมกันตลอดก็น่าจะสร้างเอกลักษณ์ได้ดีขึ้น เพราะว่ามีทักษะกันอยู่แล้ว

สำหรับสิ่งที่สะท้อนใจสำหรับหนังเรื่องนี้คือว่า ไม่ค่อยมีผู้สนับสนุนหรือไม่ค่อยมีสปอนเซอร์นั่นเอง เท่าที่เราจำได้คือมีเมืองไทยประกันชีวิตสมกับเป็นบริษัทไทย อีกรายนึงก็ไทยๆเหมือนกันคือรีเจนซี่ บรั่นดีไทย น่าแปลกใจที่บริษัทมหาชนใหญ่ๆ ไม่มีรายใดมาเป็นผู้สนับสนุน ทั้งๆที่อยากจะโปรโมท CSR ว่าเป็นบริษัทรับผิดชอบต่อสังคม หรือจะเป็นอย่างที่น้องคนนึงบอกว่า หนังมันไม่ใช่แนว ที่จะทำเงิน เค้าก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดก่อน เหมือนอย่างที่น้องเค้าเองก็เลือกที่จะดูเรื่องอื่นก่อน เพราะว่าคนดูเองเป็นคนกำหนดตลาดให้ผู้สร้างเลือกสร้างสิ่งที่ขายได้

แล้วสังคมมันเป็นอย่างนี้เราจะโทษใคร

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , , , , , , , ,

Dec 10

วันนี้มีประชุมทีมกันข้างนอกก็มีการประชุมเพื่อวางแผน แล้วก็ทำความเข้าใจเรื่องของกลยุทธ์ในปีข้างหน้ากัน ก็ดีเหมือนเป็นช่วงเปิดอกคุยกัน อะไรๆก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินความพยายามแหละน่า เราเชื่ออย่างนั้น

ตอนเย็นกลับบ้านโดยนั่งรถเมล์ ระหว่างที่นั่งไปก็ผ่านโรงเรียนที่เราเคยเรียนสมัยประถม ดูๆไปก็ใจหายแป๊บเดียวนี่ จบมาจะยี่สิบปีแล้วเหรอเนี่ย ป่านนี้อาจารย์ที่สอนเราสมัยที่เรียนคงจะทยอยเกษียณกันหมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะสบายดีหรือเปล่า คุณครูประชำชั้นนี่เราจำได้หมดเลยแฮะ ถ้าคนที่น่าจะยังสอนอยู่นี่คงจะเป็นคุณครูสมัยเรียน ป. 3-4 เนี่ยแหละ พอรถเมล์เล่นผ่านไปก็มองเห็นตึกที่เคยเรียน ตึกนี้อายุเกินยี่สิบปีแล้ว ไม่รู้ว่าส่งเด็กนักเรียนให้เรียนจบกันไปกี่ร้อยกี่พันคน

พอลงรถเมล์แถวๆบางกะปิ ก็แวะไปเล่นเกมแป๊บนึง แล้วก็ผ่านแปะที่ขายกุ้ยช่าย เจ้านี้เราก็จำได้ว่าขายมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแถวๆลาดพร้าว รายนี้ก็ผ่านมาประมาณสิบปีนิดๆได้ แปะก็ยังขายกุ้ยช่าย ขนมจีบเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าแปะจะมีลูกหลานมั่งหรือเปล่า แต่ว่าความที่สมัยนั้นแปะก็แก่แล้วมาวันนี้ก็มีแค่ผมที่เปลี่ยนเป็นล้านแล้วไม่ค่อยมีผมเหมือนสมัยก่อน

วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: ,

Dec 03

พ่อสอนลูกว่าด้วยเรื่องของตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่งและบอกกับเขาว่า “ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน” วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป อย่างน้อยที่สุดเขาได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อกำลังพยายามบอกกับเขาก็คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

และแล้วหลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้วไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นพ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว” วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1 เป็น 2…..จาก2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกมา เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า “ฉันทำได้ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ!!”

ระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ คำขอโทษ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือรอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ตลอดไป……

พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้านและบอกกับลูกว่า”ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคนต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ฉันใดก็ฉันนั้น”

“กับเพื่อน .. เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หายากเป็นคนที่ทำให้เรายิ้มเป็นคนที่คอยให้กำลังใจและยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ เป็นคนที่คอยปลอบใจเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราและจริงใจกับเราเสมอ … แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำและจงจำไว้เสมอว่า คำขอโทษ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตามแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือรอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ .. ตลอดไป”

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , , , ,

Nov 14

วันก่อนสั่งก๋วยเตี๋ยวกิน ชามแรกก็เส้นใหญ่ เย็นตาโฟ แห้ง เราเป็นพวกลิ้นแมวกินร้อนๆไม่ค่อยได้ ดังนั้นเวลาสั่งก๋วยเตี๋ยวก็จะมาแนวแห้งตลอด น้ำไม่ต้อง หลังจากพนักงานเสิร์ฟนำเย็นตาโฟมาลงที่โต๊ะก็ดูหน้าตาดีใช้ได้ กินๆไปก็อร่อยจริงๆด้วยเพราะว่ากล้าใส่เครื่องต่างๆ แมงกะพรุนเยอะแยะ ปลาหมึกก็เยอะ

พอหมดแล้วเลยสั่งอีกจาน แต่อีกจานสั่งเป็นข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย จานนี้นี่แบบว่าสุดยอด หมูท่วมข้าวมาเลยให้เยอะมาก แถมอร่อยอีก พอจ่ายตังค์ก็เลยชมแม่ค้าไป ว่าอร่อยดี แถมเยอะ เค้าก็แบบว่าดีใจแล้วตอบว่าใครๆก็บอกว่าหมูกระเทียมร้านเค้าอร่อย อืม ใช่ แถมเยอะด้วย ปกติไม่ค่อยเจอร้านที่ให้หมูเยอะ แม่ค้าก็บอกว่าใส่ไปให้รู้ว่ากินหมูน่ะ ไม่ใช่งกนู่น งกนี่ คนกินก็ไม่รู้ว่ากินอะไร อืม จริง

สังเกตดูร้านที่อร่อยๆมักจะกล้าใส่เครื่อง ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆมักจะมีพริกน้ำส้มที่มีเนื้อพริกเยอะๆ ร้านชงกาแฟที่อร่อยๆก็จะกล้าใส่นมใส่นู่นนี่กินแล้วรสชาติเข้มข้ม คนก็มากินอีก

หลายคนเวลาทำงานมีเป้าหมายในการทำงานต่างกัน บางคนอาจจะต้องการหน้าตา บางคนก็เงินสำคัญที่สุด หลายๆคนชอบมีคนสรรเสริญ แต่คนที่จะทำงานได้ดีนั้นต้องทำงานเพื่องาน คนที่ประสบความสำเร็จจะคิดถึงวิธีที่จะทำงานนั้นให้ดีที่สุดเพื่อคนที่เป็นลูกค้าของเขา อย่างกรณีนี้ก็เหมือนกัน จริงๆเค้าลดหมูเค้าก็ได้กำไรเยอะขึ้น แต่ว่านั่นคงไม่ใช่เป้าหมายเค้า อย่างนี้ถึงเรียกว่ามืออาชีพ ทำงานเพื่องานที่ดี

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , , , , ,

Nov 06

———————————————————————————————-

SiCK?

———————————————————————————————-

หลังจากทำงานแทบจะไม่ทัน กว่าจะเสร็จก็หกโมงแล้ว เดินต๊อกแต๊กไปเรื่อยๆ จนถึงป้ายรถเมล์ ก็รอน๊าน กว่าจะมา จริงๆก็มีสายอื่นมาแล้วล่ะ แต่ไม่อยากเถลไถลอยากกลับบ้านไปเร็วๆ อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน พอรอมาจนหนึ่งหม้อข้าวเดือด รอเมล์ที่รอคอยก็มาถึง ก่อนจะจอดไม่ตรงป้าย ให้เราต้องวิ่งสู้ฟัดก่อนขึ้น

พอขึ้นไปก็แทบผงะ ผงะแรกคือแทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ ผงะที่สองคือ ไม่น่าเชื่อว่าจะมียายแก่ๆ สามารถยืนได้บนลำแข้งตัวเอง ได้อย่างมั่นคง ผงะที่สามนึกฉงนในใจ ทั้งคันมันจะไม่มีคนลุกเลยเหรอเนี่ย พอกระปี๋มาถึงก็เลยเปรยๆไปว่า ทั้งคันไม่มีคนลุกให้คนแก่นั่งเลย เหลือเชื่อจริงๆ กระปี๋ก็ทำหน้าตาเหลือเชื่อพอๆกัน แล้วตอบว่าลงที่ไหนคะ ก็บอกที่หมายปลายทางไป ก่อนจะเดินแทรกตัวเข้าไปด้านใน

ระหว่างที่ยืนห้อยโหนอยู่ก็คอยชะเง้อเป็นระยะว่ายายเค้ายืนอยู่โซนไหน อ๋อ ยายเค้ายืนใกล้ๆกับคนที่นั่งตั้ง 4 คนแน่ะเพราะยายก็ยืนอยู่ระหว่างเบาะ 2 คู่ ยืนเกาะเซๆเถลไปไถลมายามรถเบรก ทีนี้มาดู 4 คน นั่น อืม เป็นผู้ชาย 1 คนที่มันยังลืมตาโพลงอยู่ด้วยยังไม่หลับ ปกติท่ามาตรฐานเค้าต้องหลับนะ ดูอย่างคุณสุภาพสตรีคนข้างๆสิยังหลับเลย พอดูคู่ข้างหน้าเป็นสองหญิงสาวอายุอานามกว่าจะไล่ยายเค้าทันก็อีก 60 ปีได้

ระหว่างที่พินิจพิจารณาอยู่ห่างๆ 3 เมตรได้ เผอิญเหลือบเห็นตรงกระจกเค้าติดไว้ทั้งสองแถว ของคุณผู้ชายตาสว่างนั่น ระบุว่าเป็นเก้าอี้สำรองสำหรับสตรีตั้งครรภ์ แต่จริงก็ไม่น่าจะไร้จิตสำนึกขนาดนี้ เค้าคงไม่มีญาติผู้ใหญ่ ส่วนล็อคของคุณผู้หญิงสองคนนั่น อ้าว โหย ระบุชัดเจน เก้าอี้สำหรับผู้สูงอายุ ท่าทางจะมาจากนอกเลย ภาษาไทยไม่แตกฉาน
พอประมวลสถานการณ์เสร็จก็สูดลมหายใจเข้าปอดให้ใหญ่ๆ จะได้ดูตัวใหญ่ อีกใจนึง เออ จะยุ่งดีเหรอว้า ญาติก็ไม่ใช่ ยายเองยังไม่บ่นสักคำ ก็ยืนมาได้นี่หว่า ก็อกแฟ่บอีก แต่อีกเสียงก็บอกว่ายายเค้าอาจจะท้อใจไปแล้วก็ได้ ประมาณว่าปลง ดังนั้นเราต้องช่วยยาย อกตั้งอีกครั้ง แต่จะตะโกนไปอาจจะโดนสวนมาได้เพราะว่ายังยืนห่างๆ ว่าจุ้นไรด้วย เออ จริง แต่ทั้งสี่คนนั่นอายุรวมกันยังไม่เท่ายายเลยน้า อืม เออนี่ก็จริง หลังจากสูดหายใจครั้งสุดท้ายเข้าเต็มปอด รวบรวมความกล้าว่าเราทำดีไม่ต้องอาย ก็ค่อยๆเดินแทรกตัวเล็กๆของเราไปยืนระหว่างสองล็อคนี่ พร้อมสะกิดเก้าอี้ผู้สูงอายุ พร้อมบอกว่า ช่วยลุกให้ผู้สูงอายุนั่งหน่อยได้มั๊ยครับ ตรงนี้เก้าอี้สำรอง ให้แกยืน ทั้งคันไม่มีใครลุกมันก็เกินไป ยายก็แบบว่าไม่เป็นไปไรๆ ยายยังไหว

เธอๆเลยพร้อมใจกันลุกทั้งสองสาว ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าใครจะนั่งใครจะยืน ยายก็ค่อยๆเซเข้าไปนั่ง ส่วนไอ้หนุ่มตาสว่างนั่นยังคงไม่รู้สึกอะไรต่อไป ยังคงนั่งมั่นคงดั่งหินผาต่อไป

ที่ตลกคืออะไรรู้มั๊ย 3 ใน 4 คนลงในอีก 2 ป้ายต่อมา จริงๆลุกให้คนแก่นั่งไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แข็งแรงกว่าตั้งเยอะ แถมไม่รู้ว่าสมัยเด็กๆเราก็เคยได้นั่งจากผู้ใหญ่ลุกให้นั่งมาตั้งเยอะ
สังคมจะดีได้ถ้าคนเราทำตามจิตสำนึกฝ่ายดี สังคมเลวก็เพราะคนดีท้อแท้แล้วก็วางเฉย เมื่อวางเฉยมันก็ไม่มีมาตรฐานเปรียบเทียบว่าไหนดีไหนไม่ดี อะไรที่ไม่ดีมันก็เต็มไปหมด แล้วต่อไปสังคมมันจะเป็นยังไงต่อล่ะ ถ้ามันตั้งต้นก็ไม่ดีเสียแล้ว

เหตุการณ์ที่ควรจะเป็น ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกที่ดี

  1. มีคนเรียกยายมานั่ง แย่งกันเรียกเลยแหละ
  2. ถ้าไม่มีคนเรียกคนที่นั่งเก้าอี้สำรองก็ควรสำนึก
  3. ถ้ายังไม่มีอีก กระเป๋าหรือกระปี๋ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้คุ้มกฎก็ควรจะดูแลความสงบสุขเรียบร้อย ดูว่าอะไรคือที่เหมาะที่ควร
  4. ถ้ายังไม่มีใครทำอะไร มันก็ควรจะมีคนกล้าที่จะบอกว่าอะไรเป็นอะไร

ที่คิดมามันสมเหตุสมผลหรือเปล่า ไม่แน่ใจ?

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , , , ,

Nov 02

เมื่อสมัยยังเป็นเด็กนักเรียน ไม่รู้ว่ามีใครรู้สึกหรือเปล่าว่าวิชาแนะแนวเป็นวิชาที่น่าเรียนอีกวิชาหนึ่งเลยทีเดียวนอกจากวิชาพละ เกษตรที่ได้มีโอกาสวิ่งเล่น เอ้ย ไม่ใช่ต้องบอกว่าได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวต่างหาก

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนที่คิดคนแรกว่าต้องมีวิชาแนะแนวเสริมในแต่ละเทอมการศึกษา มีมาตั้งแต่เรียนประถม ซึ่งตอนนั้นจะเป็นครูที่ปรึกษาจะเป็นคนแนะแนว พอโตขึ้นมาหน่อยก็เป็นอาจารย์เฉพาะที่จะสอนแนะแนว จริงๆจะเรียกว่าสอนก็ไม่ได้ แต่ว่าเป็นการแนะแนวทางซะมากกว่า ส่วนใหญ่ที่นิยมฮิตติดชาร์ตก็คือจะต้องมีรายการเล่นเกมทายใจ หรือว่าเรียกให้ถูกต้องก็คือการวิเคราะห์บุคลิกภาพของนักเรียนแต่ละคน ยิ่งเล่นยิ่งมัน อยากให้เอาแบบสอบถามมาเล่นอีก จำได้ว่าสมัยมัธยมมีเล่นกันทุกเทอมตั้งแต่ ม.1 ยัง ม.6 แต่ก็ไม่เบื่อ แต่ทายเสร็จก็จบๆกันไป ไม่ค่อยจะได้มาคิดต่อเท่าไหร่ เพราะเราก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าไอ้บุคลิกแบบนี้มันควรจะไปทำอะไรหรือเรียนอะไรถึงจะได้มีโอกาสรุ่ง

แทบจะนับครั้งได้ที่วิชาแนะแนวจะมีการบอกว่าคณะนั้น สาขานั้น สาขานี้ เรียนแล้วจะไปทำมาหากินอะไร ไม่ค่อยมี ที่มีก็จะเป็นแบบนี้ซะเยอะคือเชิญคณะที่ดังๆอยู่แล้วมาเปิด open house ที่หอประชุม โถ แพทย์ วิศวะ บริหาร บัญชี ใครๆมันก็รู้ว่าต้องไปทำอะไร แต่ไอ้พวกวิชาพิสดารเนี่ย อย่างสาขามนุษย์ต่างดาววิทยา ไม่ค่อยจะมาแนะนำให้ได้รู้หรอก เด็กๆมันถึงได้เอ็นท์วนเวียนอยู่ไม่กี่สาขาวิชา ก็ไอ้สาขาที่มาแนะนำหลักสูตรนั่นแหละ น่าเสียดายที่หลายคนอาจจะได้เดินทางที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ทาง หรืออาจจะเป็นเพราะไกด์นำทาง ไม่ชำนาญพอ

แต่จะว่าไปเป็นสมัยเด็กก็ดีมีวิชาแนะแนว มีไกด์คอยบอกทางบ้าง แต่เมื่อโตขึ้นแล้ว มีแต่ตัวเราเองที่ต้องเป็นไกด์รับผิดชอบชีวิตเราเอง รวมถึงบริวารที่เดินทางไปกับเราด้วย

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft \\ tags: , , , ,