Jan 17

เมื่อวานนี้ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หัวข้อที่ไปพูดก็คือ “TV Online นวัตกรรมใหม่เพื่อคนไทยยุคไฮเทค” มีนักศึกษามาฟังร่วม 80 คนได้ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก Internet TV มากนัก และสับสนระหว่าง TV Online กับ Internet TV อีกด้วย

ไม่แปลกที่นักศึกษาสับสน เพราะแรกๆ ผมก็สับสนเหมือนกัน เพิ่งมาเข้าใจตอนมาทำ Suki Flix นี่แหละ ว่าที่จริงแล้วก็คือคำๆ เดียวกัน เพียงแต่ต่างกันตรงเนื้อหานั่นเอง

ผมบอกนักศึกษาในตอนเริ่มต้นสัมมนาว่า จริงๆ ที่มาพูดวันนี้เป็นเรื่องอินเทอร์เน็ตทีวีมากกว่า เป็นศัพท์ที่พัฒนามาจากคำว่าทีวีออนไลน์ เนื่องจากสมัยก่อน (พูดยังกับนานนักหนา) ทีวีออนไลน์จะเป็นการนำรายการทีวีมาฉายซ้ำในโลกออนไลน์ ไม่มีการคิดเนื้อหาใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอ เรียกง่ายๆ ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเสริมของสื่อหลักอย่างทีวีมากกว่า

แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ทำให้คนสามารถผลิต คิดค้น และชมรายการทีวีบนอินเทอร์เน็ตที่ง่ายดาย และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงมีคนชอบลองของอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ สร้างสรรค์งานผ่านช่องทางใหม่ ที่เรียกว่า New Media นี้มากขึ้นไปด้วย

ผมเคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเมื่อปีที่แล้ว ต้องบอกว่าบรรยากาศการฟังสัมมนาและการเรียนรู้ของนักศึกษาที่นั่น แตกต่างจากนักศึกษาของ ม.กรุงเทพ หลายประการพอสมควร

ที่เห็นได้ชัดคือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสัมมนา นั่นประการแรก

อีกประการหนึ่งคือความสนใจหรือใส่ใจในงานสัมมนาเอง

สองประการนี้อาจเกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง เพราะถ้านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่สัมมนา ก็จะมีความสนใจในสิ่งที่วิทยากรบรรยาย

นักศึกษาที่ราชภัฏนครปฐม นั่งฟังและจดคำบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจตลอด 3 ชั่วโมงที่บรรยาย และเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม นักศึกษาเกือบครึ่งห้อง (จำนวนที่นั่งฟังทั้งหมดพอๆ กับนักศึกษา ม.กรุงเทพ) แย่งกันซักถามราวกับ ส.ส.ยกมืออภิปรายนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยาย นักศึกษาและอาจารย์ยังขอไฟล์ presentation จากผมไปศีกษาต่ออีกด้วย

ขณะที่เมื่อวานนี้ที่ ม.กรุงเทพ ผมใช้เวลาบรรยายเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด นักศึกษาหลังห้องนั่งคุยกันเป็นพักๆ ส่วนคนที่นั่งหน้าห้องตั้งใจฟังพอสมควร ผมต้องแก้เกมด้วยการเปิดคลิปวีดีโอฮาๆ แปลกๆ ให้ดู ซึ่งก็สามารถดึงความสนใจของนักศึกษากลับมาสู่เนื้อหาได้พอสมควร เมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือถามแม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่คนเดียวในจำนวน 80 คน มีอาจารย์คนเดียวเท่านั้นที่ถาม

พิธีกรต้องแก้ปัญหาด้ัวยการให้ผมถามคำถามนักศึกษา แล้วแจกรางวัลล่อ ปรากฏว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นตอบเพียงคนเดียว แม้นักศึกษาคนนี้จะตอบไม่ถูกต้องชัดเจนนัก แต่ผมดูท่าแล้วไม่น่าจะมีคนอื่นยกมือตอบอีก ก็เลยยกประโยชน์ให้จำเลย ให้รางวัลไปอย่างไม่มีคู่แข่ง และเมื่อปิดการสัมมนา นักศึกษาสลายตัวรวดเร็วกว่าม็อบโดนสลายการชุมนุมด้วยซ้ำ

ที่ผมเ่ล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการตัดสินนักศึกษาระหว่าง 2 สถาบันนี้ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงอุปสรรคของการบรรยายสิ่งแปลกใหม่ในความคิดของเยาวชน ซึ่งตัววิทยากรเองคงต้องปรับกลยุทธ์การสัมมนาให้เ้ข้ากับพฤติกรรมของนักศึกษาแต่ละสถาบัน ก็จะทำให้สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พูดเข้ากับความสนใจของนักศึกษาได้

ไม่อย่างนั้นพูดไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด

แต่ผมก็ต้องชมทีมงานนักศึกษาที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ เพราะมีความพยายามมากที่จะให้งานออกมาดี มีการเตรียมการที่เป็นขั้นตอนดีมากครับ ดีกว่างานอีเวนต์ของบริษัทใหญ่ๆ บางบริษัทด้วยซ้ำ อย่างเช่นนักศึกษาจะส่งระเบียบพิธีการ ประเด็นที่จะให้บรรยาย ฯลฯ ให้ผมล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์ และโทรศัพท์คุยกันเป็นระยะๆ ขณะที่บางงานที่ผมเคยไปรับเชิญจากบางบริษัท กลับไม่มีการสื่อสารที่ครบถ้วนแบบนี้ อันนี้ต้องขอชมครับ

วันนี้ผมมีรูปมาให้ดูแค่ 2 รูป เชื่อว่าประมาณปลายเดือน ทีมผู้จัดงานจะส่งรูปที่เหลือ และคลิปวีดีโอบรรยากาศในงานสัมมนามาให้ ซึ่งผมจะโพสต์ให้ชมกันต่อไปครับ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , ,

Dec 03

ภาพจาก Nation

หลังจากคดียุบพรรคแล้ว เราจะเห็นพฤติกรรมเดิมๆ ของนักการเมืองไทย
ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากการตัดสินยุบพรรคครั้งที่แล้ว
ส.ส.ต่างก็วิ่งพล่านเตรียมหาพรรคการเมืองใหม่เอาไ้ว้สิงสู่
ขณะที่นักการเมืองที่ติดร่างแหถูกตัดสิทธิ์เล่นการเมือง 5 ปี
ก็เพียรย้ำว่าการตัดสินของศาลไม่เป็นธรรม

บ้างก็แต่งชุดดำ บ้างก็ร้องไ้ห้ บ้างก็เกรี้ยวกราด
โดยไม่แยแสแม้แต่นิดว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น
ได้วางกรอบให้นักการเมืองเดินตามครรลองที่เหมาะสมและโปร่งใส
แต่กลับมองว่า มันทำผิด ฉันไม่เกี่ยว
มันเป็นเรื่องส่วนตัว ทำไมต้องให้ส่วนรวมรับผิดชอบ

หากแต่สำนึกของนักการเมืองไทย มิได้สำเหนียกว่าการเป็นนักการเมืองนั้น
ต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
สิ่งที่ผู้บริหารพรรคปฏิญาณตนว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง
จึงเป็นพันธะสัญญาที่ผูกพันทั้งภายในและภายนอกพรรค
หากผู้บริหารคนหนึ่งคนใดทำผิดจากที่สัญญาไว้
ผู้บริหารอื่นๆ รวมถึงพรรค ในฐานะตัวแทนของประชาชน
จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ร่วมกัน

มิใช่ว่าคนหนึ่งคนใดทำผิด คนที่เหลือก็อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
คนอื่นไม่เกี่ยว พรรคไม่เกี่ยว ไม่ได้
เพราะก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นักการเมืองผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
ย่อมต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว แม้ในทางทฤษฎีก็ตาม
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎเกณฑ์ของพรรคที่ยินดีจะปฏิบัติร่วมกัน
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

ดังนั้น การปัดความรับผิดชอบอย่างที่นักการเมืองไทยเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้
กลายเป็นความภาพเดิมๆ ที่น่ารังเกียจ และบั่นทอนความหวังของสังคมไทยมากขึ้นทุกวัน
การเริ่มคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแทนคนเดิมนั้น
ก็มิได้ตระหนักว่าสาเหตุที่พรรคถูกยุบนั้น เพราะสาเหตุอันใด
กลับต้องการเอาชนะเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการเท่านั้น

ไม่ต่างจากมะเร็งร้าย ที่ยิ่งผ่าตัดหรือใช้ยารักษา ก็มีแต่ยิ่งลุกลามมากขึ้นเท่านั้น
หากการก่อตัวในระยะเริ่มต้น ก็อาจจะหยุดยั้งความป่วยไข้ของสังคมไทยได้ทัน
แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มะเร็งได้ลุกลามไปไกลกว่าระยะเริ่มต้นแล้ว
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งหรือทำลาย เพราะนั่นเป็นการหยุดยั้งระยะสั้น
แต่การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หรือสร้างพื้นฐานของร่างกายให้มั่นคง
จึงจะเป็นทางออกที่ดีทีสุด

ทางออกนั้นคืออะไร สังคมไทยน่าจะรู้ดี

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,

Nov 24

ขอความคิดเห็นหน่อยครับ…

ถ้า Suki Blog ย้ายออกมาจาก Suki Flix เพื่อการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยจะขยายส่วน Blog เป็นหมวดหมู่ต่างๆ หรือหมายความง่ายๆ ว่าเป็นอีกเว็บหนึ่งไปเลย อย่างที่ผมเคยเสนอไปเรื่องเว็บข่าว ไม่ทราบว่าสมาชิกทุกท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เพราะเท่าที่ติดตามดูตลอด 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา พบว่า Suki Blog เข้ามาหลบอุดอู้อยู่ในซอกหลืบของ Suki Flix ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สังเกตเห็น และไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก หากแยกตัวออกไปมีพื้นที่ของตัวเอง อาจขยับขยายอะไรได้มากกว่านี้

ช่วยกันคิดหน่อยครับ…

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: ,

Nov 02

ห่างหายไปนานพอสมควร (จริงๆ อาจไม่เคยมีเลยด้วยซ้ำ) ที่ผมจะมาทักทายสมาชิกใน Suki Blog แห่งนี้ ครั้งนี้ถือโอกาสสวัสดีสมาชิกทุกท่านแล้วกันครับ

ออกตัวก่อนว่าช่วงนี้ผมมีภารกิจหลายอย่าง ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับสมาชิก จากเดิมมาทักทายแบบวีดีโอ ก็เปลี่ยนมาเป็นตัวหนังสือแทน แต่คาดว่าอีกหน่อยเมื่องานอยู่ตัวแล้ว ก็จะสลับสับเปลี่ยนกันระหว่างวีดีโอและตัวหนังสือแล้วกันนะครับ

ช่วงนี้ Suki Flix มีสมาชิกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นระยะๆ ด้วยความที่หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า “อินเทอร์เน็ตทีวี” (Internet TV) มันคืออะไรกันแน่ บางคนก็อยากจะทำวีดีโอเป็นบ้าง บางคนอยากทำเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตทีวีอย่างที่ Suki Flix ทำบ้าง ก็ว่ากันไปครับ

แต่ขอบอกว่าอยากให้สมาชิกใหม่ทุกท่านติดตามความเคลื่อนไหวของ Suki Flix ไปก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันก่อน ถ้ามีโอกาสได้มาร่วม meeting กับชาวสุกี้เมื่อไหร่ ก็ขอให้มาร่วมสนุกกันครับ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ฯลฯ กันได้

นอกจากนี้ การอบรม Flix Production ซึ่งเป็นการนำเสนอความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างคลิปวีดีโอเบื้องต้น เพื่อผลิตรายการออกสู่สายตาประชาชนผ่านเว็บไซต์ Suki Flix ก็ได้ดำเนินมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว หากจะมีรุ่นที่ 4 ต่อไปก็คงต้องติดตามข่าวสารในเว็บแล้วกันนะครับ เพราะเริ่มจะมีเสียงแว่วมาว่าอยากเรียนกันบ้างแล้ว

ที่สำคัญ เมื่อวานนี้ผมเพิ่งได้มีโอกาสพบกับผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ iam.in.th ซึ่งเป็นผู้อยู่ในวงการอินเทอร์เน็ตทีวีเหมือนกัน เขานำหนังสือมามอบให้ผมเล่มหนึ่งครับ เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการทำคลิปวีดีโอเล่มแรกของเมืองไทย (คิดว่านะ) ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะจริงๆ ในการนำเสนอเรื่องราวของวงการอินเทอร์เน็ตทีวีไทย ให้สังคมได้รับรู้กันกว้างขวางมากขึ้นครับ (มีสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับ Suki Flix ลงในหนังสือเล่มนี้ด้วย)

ผมยังคิดว่าถ้าเปิด Flix Production รุ่นที่ 4 เมื่อไหร่ ก็จะนำหนังสือเล่มนี้มาเป็นรางวัลสำหรับคนที่มีผลงานเข้าตากรรมการด้วยครับ ส่วนถ้าใครสนใจอยากหาซื้อไปอ่าน ก็ลองหาได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปดู น่าจะวางขายแล้วนะ

และสุดท้าย…กลางเดือนนี้ วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน เหล่าสมาชิก Suki Flix ทั้งหมด 11 ท่าน จะเดินทางไปท่องเที่ยวใน Suki Trip ครั้งที่ 3 ณ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุีรี ซึ่งที่พักที่เราจะไปนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ แถมเป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่องปืนใหญ่จอมสลัด ของคุณนนทรีย์ นิมิตบุตร ด้วยครับ (ดูภาพด้านบน)

สำหรับกิจกรรมในทริปนี้ ก็จะเป็นการท่องเที่ยวรอบเกาะสีชัง ถ่ายรูป กินอาหารทะเล นั่งกินลมชมวิว สบายๆ ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หวังว่าเราคงจะสนุกกันได้ตามอัตภาพครับ

แล้วเจอกัน…

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , ,

Sep 24

 

T-Mobile G1

ในที่สุดก็เปิดตัวมาจนได้กับระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือ ที่นับว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ iPhone จากค่าย Apple นั่นก็คือ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ T-Mobile กับ Android ของค่าย Google นั่นเอง

T-Mobile G1 ถือเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่ง Google หมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์พกพาสำหรับผู้ใช้เลยทีเดียว

ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปของ T-Mobile G1 คือตกประมาณ 179 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,000 บาท ประกอบกับรูปทรงที่มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสไลด์ออกมาเป็นคีย์บอร์ด และมาพร้อมกับกล้องที่มีความละเอียดถึง 3 ล้านพิกเซล ทำให้ใครหลายคนน้ำลายไหลแทบไม่หยุด

ผู้ผลิต T-Mobile G1 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ HTC ของไต้หวันนั่นเอง และจะวางขายอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ขณะที่อังกฤษจะวางขายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะวางขายประมาณต้นปีหน้า

การเปิดตัวครั้งนี้ก็ใช่ย่อย เพราะ Larry Page และ Sergey Brin คู่หูดูโอผู้ก่อตั้ง Google ไถลตัวมาด้วยโรลเลอร์เบลดอย่างไม่กลัวหกล้มเสียหน้า พร้อมกับประกาศว่า T-Mobile G1 นี้ดีพอๆ กับคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้เมื่อ 1-2 ปีก่อนเลยทีเดียว

สำหรับ Android นั้นเป็นหนึ่งในโครงการสานฝันนับร้อยๆ โครงการของ Google ที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลจากโลกออนไลน์บนคอมพิวเตอร์มาสู่โลกออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ ด้วยการทุ่มเงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนา เพื่อเปิดให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ นำไปใช้ได้ฟรีๆ

ส่วนการใช้งานก็แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ บนเครือข่าย 3G หรือเครือข่ายที่ล้าสมัยกว่านั้นได้ด้วย รวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi, GPS, และ Bluetooth ด้วยประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่คุยโทรศัพท์ได้นานถึง 5 ชั่วโมง และสแตนด์บายได้นานถึง 130 ชั่วโมง

นอกจากนี้ Google ยังวางแผนที่จะเปิดร้านเพลงออนไลน์ เช่นเดียวกับ iTunes ของ Apple เพื่อให้ลูกค้ามีแหล่งดาวน์โหลดเพลงไปฟังได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

แน่นอนว่า T-Mobile G1 ที่ประกาศออกมาว่าราคา 179 ดอลลาร์นั้น ถูกกว่า iPhone ถึง 20 ดอลลาร์ ย่อมทำให้ Steve Jobs หงุดหงิดไม่มากก็น้อย เพราะแบบนี้เรียกว่าชนกันทุกรูปแบบ ว่าอย่างนั้นเถอะ

ส่วนลูกค้าในเมืองไทยก็เช่นเคย…รอไปก่อน

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , ,

Sep 24

 

laptop

สำหรับคนที่ชอบใช้ของใหม่อาจไม่สนใจซื้อคอมพิวเตอร์มือสองมาใช้ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์มือสองเหล่านี้ บางครั้งมีประสิทธิภาพพอๆ กับของใหม่ที่กำลังโฆษณาในทีวีด้วยซ้ำ แถมราคาก็ถูกเอามากๆ เสียด้วย

แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดของผู้ผลิตที่ต้องการทำยอดขายสูงๆ ทำให้โฆษณาที่ออกมานั้นมักจะโน้มน้าวให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องใหม่ไปเลย โดยไม่นิยมให้ลูกค้าอัพเกรดเครื่องเดิมที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในทุกวันนี้

ดังนั้น หากใครสนใจซื้อโน้ตบุ๊คมือสองมาใช้ อาจเริ่มต้นด้วย 10 ขั้นตอน ดังนี้

1. ปรับความคิดเสียก่อ เพราะยังไงคนส่วนใหญ่ก็ชอบของใหม่ ยิ่งเทคโนโลยีล่าสุดยิ่งน่าดึงดูดใจ แต่จริงๆ แล้วโน้ตบุ๊คมือสองที่ขายกันเมื่อปีที่แล้วหรือต้นปีนี้ มีประสิทธิภาพไม่แพ้รุ่นที่ขายอยู่ขณะนี้เลยทีเดียว ที่สำคัญ ซื้อมือสองยังได้ Windows XP อีกด้วย (Vista อย่าเพิ่งน้อยใจ)

2. หาแหล่งขายของมือสองถูกๆ ถ้าซื้อจากเว็บไซต์ได้จะดีมาก เพราะราคาถูกกว่าซื้อตามร้านทั่วไปค่อนข้างมาก แต่ข้อดีของการซื้อที่ร้านคือมี warranty ให้ด้วย แต่ของมือสองคงหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอแนะนำให้ซื้อจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ อย่าง eBay โดยเลือกผู้ขายประเภท “no less than 100% feedback rating” เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ที่สั่งซื้อเกิดความเสียหาย หรือใช้ไม่ได้ตามที่โพสต์ในเว็บ ผู้ขายจะคืนเงินให้

3. ตรวจสภาพภายนอกของเครื่อง ดูว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีแค่รอยขีดข่วน หรือถลอกบริเวณมุมใดมุมหนึ่งของตัวเครื่อง ก็อย่าไปคิดมาก ตราบใดที่เครื่องยังทำงานได้ดี เรื่องรอยขีดข่วนถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ของใช้งานก็ต้องมีร่องรอยบ้างเป็นธรรมดา

4. เปิดเครื่องดูหน้าจอ เพราะหนึ่งในชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของโน้ตบุ๊คคือ “จอ” ถ้าเปิดเครื่องแล้วพบว่าหน้าจอมีสีเพี้ยน จะเป็นสีม่วงหรือชมพูก็แล้วแต่ อย่าไปซื้อ ต่อให้สภาพเครื่องใหม่แค่ไหน หรือซีพียูแรงยิ่งกว่าอะไรดี ก็ไม่คุ้มที่จะซื้อไปซ่อมจอ เพราะมันแพงมาก

5. ตรวจช่องเสียบและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพราะฮาร์ดแวร์เหล่านี้มักจะต่อเข้าโดยตรงกับเมนบอร์ด ซึ่งราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงพอตัว แต่ถ้าช่อง USB มีหลายช่อง เสียไปสักช่องก็คงไม่เป็นไรนัก หรือถ้าช่องเสียบหูฟังเสีย แต่คุณมีหูฟัง Bluetooth ใช้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปใส่ใจเช่นกัน

6. ทดสอบ Hard Drive ว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่ โดยคลิกไปที่ My Computer จากนั้นก็เลือก hard drive ที่ต้องการตรวจสอบ แล้วคลิกขวาเพื่อเลือก Properties เมื่อมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาให้คลิกเมนู Tools จากนั้นก็เลือกหัวข้อ Error-checking คลิก Check Now ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็ผ่าน แต่ถ้าพบความเสียหาย ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเดี๋ยวนี้ hard drive ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก

7. ตรวจดูประสิทธิภาพของ CD Drive โดยลองไรท์แผ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น CD-R, CD-RW, DVD-R, DVD+R DL, ฯลฯ

8. ทดสอบแบตเตอรี่ โดยเปิดใช้เครื่องจนกระทั่วไฟหมด แล้วดูว่ากินเวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าแป๊บเดียวไฟก็หมด แบบนี้แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้ว จุดนี้อาจต่อรองผู้ขายให้ลดราคาลงอีกได้

9. ถ้าคุณขี้เกียจปฏิบัติตามกระบวนการทั้งหมดนี้ ก็ลองให้ทางร้านหรือใครที่เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทดสอบให้ก็ได้ อาจจะเสียสตางค์เป็นค่าเหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้ม

10. อย่าหงุดหงิดหรือผิดหวัง ถ้าพบว่าโน้ตบุ๊คที่ซื้อมามีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เพราะปัญหาพวกนี้ก็เกิดขึ้นกับคนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่แกะกล่องเช่นเดียวกัน และถึงแม้คุณอาจจะต้องเสียเงินซ่อมชิ้นส่วนบางชิ้น หรืออัพเกรดเครื่องบ้าง ก็ไม่ต้องคิดมาก มันเป็นเรื่องปกติของการใช้ของมือสองอยู่แล้ว จริงมั้ย

ขอให้โชคดี :D

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , ,

Sep 22

Sergey Brin

วันนี้ผมอ่านเจอข่าวชิ้นหนึ่ง ซึ่งคิดว่าใครหลายคนต้องอึ้งกับความคิดแปลกแหวกแนวของชายคนนี้แน่ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ เขาคือ Sergey Brin คู่หูของ Larry Page สองผู้่ก่อตั้งอาณาจักร Google นั่นเอง

เรื่องของเรื่องคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Sergey Brin ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพของตัวเองว่า หมอได้ตรวจพบความผิดปกติของยีนที่มีชื่อว่า LRRK2 ซึ่งทำให้เขามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์คินสันได้

และทันทีที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา หลายคนก็สงสัยว่า Sergey จะเปิดเผยเรื่องนี้ทำไม ในเมื่อเขายังไม่ได้เป็นโรคนี้ด้วยซ้ำ ในอนาคตอาจจะไม่เป็นก็ได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นจริง มันก็คงกินเวลาอีกหลายปีกว่าที่จะแสดงอาการใดๆ ออกมา ตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ลูกค้า หรือคนทั่วไปรับรู้ เพราะอาจจะสร้างความกังวลและส่งผลต่อราคาหุ้นได้

แน่นอนว่า Sergey ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ถึงเหตุผลที่ออกมาให้ข่าวในครั้งนี้ แต่คนใกล้ชิดของเขาที่ชื่อ Allen Salkin บอกว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้พูดคุยกับ Sergey ในงานเปิดตัว “23andMe” บริษัทตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งก่อตั้งโดยภรรยาของ Sergey นั่นเอง

Sergey บอก Allen ว่า ถ้ารหัสดีเอ็นเอของคนเราถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับการเปิดเผย source code ของโปรแกรม open source ก็คงจะดีไม่น้อย

“ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลของผมต่อสาธารณะ หมอหรือใครก็ตามที่สนใจ ก็จะสามารถเข้าไปดูข้อมูลและให้คำแนะนำได้อย่างเต็มที่ว่าผมควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเสนอวิธีการรักษาต่างๆ ให้ผมได้อีกด้วย ถ้าเกิดว่าผมมีโอกาสเป็นโรคในอนาคต” Allen อ้างถึงคำพูดของ Sergey

นอกจากนี้  Sergey บอกว่า อีกไม่นาน เขาจะเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับดีเอ็นเอของตัวเองอีกด้วย โดยให้เหตุผลว่าถ้าเขาบอกให้คนทั่วไปรู้ คนก็จะเข้ามาดูและศึกษาได้ ขณะที่เขาก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วย ดีกว่าเก็บข้อมูลเอาไว้กับตัวเอง

เรื่องนี้นับเป็นความคิดที่ประหลาดสุดๆ สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการแพทย์ ที่ถือว่าข้อมูลส่วนตัวของคนไข้นั้นเป็นความลับสุดยอด จะเปิดเผยมิได้เลยทีเดียว แต่ Sergey กลับเต็มใจที่จะเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยยึดหลักการเปิดเผยข้อมูลของ open source ซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาโปรแกรมให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างชัดๆ ก็ได้แก่ Firefox ที่ได้รับการพัฒนาจนล้ำหน้า Internet Explorer ไปแล้ว ยังไม่นับอีกหลายเว็บไซต์ที่มีโมเดลคล้ายๆ กัน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาเนื้อหา อย่าง Wikipedia ที่ตอนนี้กลายเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะีมีคนเข้าไปช่วยกันเขียน ปรับแก้ และเพิ่มเติมกันอย่างล้นหลาม

แต่บางคนกลับบอกว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบริษัท รวมทั้งอาจทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการสูงขึ้นได้ เนื่องจากบริษัทประกันก็จะเก็บเบี้ยประกันแพงขึ้น เพราะรู้ว่าอนาคตอาจจะต้องจ่า่ยค่าชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันแน่ๆ

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับตัวผมเองคิดว่า Sergey มีความคิดที่สุดยอดจริงๆ เพราะถ้าว่ากันถึงที่สุดแล้ว ความลับย่อมไม่มีในโลก การปิดบังข้ัอมูลรังแต่จะทำให้โอกาสในการได้รับแนวคิดดีๆ เหือดหายไป สู้เปิดเผยให้ทุกคนได้รู้เพื่อช่วยกันคิดและแก้ไขจะดีกว่า ถ้าเป็นผม ผมก็จะทำแบบเดียวกับ Sergey

อย่างนี้ ต้องเรียกว่า Sergey Brin มีดีเอ็นเอ open source ขึ้นสมองเลยทีเดียว

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , , , ,

Sep 19

Sarah Palin

แฮ็คเกอร์กลุ่มหนึ่งได้โพสต์บทความใน wikileaks.org ว่าพวกเขาสามารถแฮ็คอีเมลที่มีชื่อว่า gov.palin@yahoo.com ของ Sarah Palin ผู้ว่าการรัฐอแลสก้า และยังเป็นผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลีกันอีกด้วย

โพสต์ไม่โพสต์เปล่า ยังมีหลักฐานยืนยันความสามารถของกลุ่มแฮ็คเกอร์นี้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพส่วนตัวของ Palin, ภาพ screenshot หน้าจอ inbox, และข้อความอีเมลที่ Palin ส่งถึงผู้รับหลายคน หนึ่งในนั้นคือ Arnold Schwarzenegger ผู้ว่าการคนเหล็กแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่โดยวอชิงตันโพสต์ Rick Davis ผู้จัดการหาเสียงของ John McCain ก็ออกมาแถลงข่าวว่า เรื่องนี้เป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวและละเมิดกฎหมายอย่างรุนแรง ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบแล้ว และหากใครมีข้อความอีเมลเหล่านั้นอยู่ กรุณาลบทิ้งเสีย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องการแฮ็คเข้าไปยังอีเมลส่วนตัวของ Palin แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางราชการ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า Palin เป็นถึงผู้ว่าการรัฐ แต่กลับใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่อเรื่องราชการ

ภาพ screenshot หน้าจอ inbox ของ Palin แสดงให้เห็นถึงหัวข้อในอีเมล ซึ่งพบว่ามีการใช้อีเมลนี้ส่งข้อความทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องราชการ อีเมลฉบับหนึ่งมีหัวข้อ “ร่างจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐ Schwarzenegger / เรื่องภาษีบรรจุภัณฑ์” และอีกฉบับมีหัวข้อ “ประเด็นงบประมาณและบุคลากรของ DPS” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีกว่า DPS ย่อมาจาก Department of Public Safety ของรัฐอแลสก้านั่นเอง

กรณีนี้เองที่ทำให้ Andree McLeod นักเคลื่อนไหวในรัฐอแลสก้า ยื่นฟ้องศาลภายใต้ พ.ร.บ.ความเสรีของข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้มีการเปิดเผยอีเมลของ Palin อีกหนึ่งชื่อคือ gov.sarah@yahoo.com ซึ่งสงสัยว่า Palin อาจจะใช้อีเมลนี้ติดต่อเรื่องทางราชการอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานของ wikileaks.org ได้ทดลองส่งข้อความไปยังอีเมลทั้งสองชื่อนี้ ปรากฏว่ามันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวเป็นคนลบเอง เนื่องจาก Yahoo หรือผู้ให้บริการอีเมลทั้งหลาย จะยึดถือความเป็นส่วนตัวของลูกค้า โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือทำการใดๆ ได้เลย

“ถ้า Palin ดำเนินงานของรัฐด้วยการใช้อีเมลส่วนตัวติดต่อสื่อสาร โดยไม่ได้คำนึงถึงความลับของราชการแบบนี้ แล้วต่อไปจะไปทำอะไรอีกในอนาคต ถ้าเธอสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับสำคัญของชาติ?” Andree McLeod ซึ่งยื่นฟ้องศาลขอให้มีการเปิดเผยข้อมูล กล่าวอย่างมีอารมณ์

“ผู้ว่าการรัฐควรจะใช้อีเมลของทางการ ซึ่งมีให้เฉพาะอยู่แล้ว แต่นี่เธอกลับใช้บริการฟรีของ Yahoo”

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , ,

Sep 13

 

YouTube

YouTube เว็บไซต์วีดีโอของ Google ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุด ขณะที่ทำกำไรได้น้อยที่สุด ซึ่งล่าสุด YouTube ได้เป็นพันธมิตรกับ Nexicon ผู้บริหารจัดการลิขสิทธิ์ดิจิตอลแล้ว เพื่อแก้ปัญหาการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์มากมาย

โดย Nexicon จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบวีดีโอต่างๆ ใน YouTube ว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ หากพบวีดีโอไหนเข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็จะติดต่อไปยังเจ้าของลิขสิทธิ์ว่าต้องการจะให้ YouTube ลบวีดีโอนั้นออกจากเว็บไซต์ หรือจะให้คงวีดีโอนั้นไว้บนเว็บ และหาทางสร้างรายได้มาแบ่งกัน

ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตรายการ หรือ content provider หลายราย เช่น Viacom ก็เลือกที่จะปล่อยให้วีดีโอของบริษัทถูกเผยแพร่ใน YouTube ต่อไป ขณะที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็ชอบ เพราะมีวีดีโอมากมายให้เลือกชม ไม่ต้องหัวเสียกับวีดีโอที่คลิกเข้าไป แล้วดูไม่ได้

อีกกรณีหนึ่งที่ผู้ชมใน YouTube สงสัยมาตลอดก็คือ ทำไม YouTube จึงไม่อนุญาตให้ดาวน์โหลดวีดีโอ ทั้งๆ ที่มีวิธีการมากมายในการซิกแซกดาวน์โหลดมาได้ เรียกว่าถ้าจะดูดคลิปมาจริงๆ ก็มีโปรแกรมหรือเว็บไซต์อำนวยความสะดวกอยู่เต็มไปหมด

อย่าง NBC ผู้ผลิตรายการรายใหญ่ก็เริ่มทดลองปล่อยให้ผู้ชม ดาวน์โหลดวีดีโอผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว โดยจะมีโฆษณาติดไปด้วย อย่างไรก็ตาม James McQuivey นักวิเคราะห์ของ Forrester บอกว่า YouTube ไม่มีทางปล่อยให้มีการดาวน์โหลดวีดีโอเหมือนเจ้าอื่นๆ อย่างแน่นอน

เพราะถ้าคนดาวน์โหลดวีดีโอลงในคอมพิวเตอร์ และส่งให้เพื่อนทางอีเมล แทนที่จะส่งลิงค์วีดีโอแล้วละก็ มันจะเป็นการทำลายจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ หรือ traffic ของ YouTube อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

นอกจากนี้ วีดีโอของ YouTube ส่วนใหญ่สั้นๆ ทั้งนั้น หากมีโฆษณาในวีดีโอก็ยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่ จนแทบจะไม่มีความหมายต่อผู้ชมเลย ผู้ลงโฆษณาจึงไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ต่างจากวีดีโอของ NBC ที่ให้ดาวน์โหลด มีความยาว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ผู้ลงโฆษณาก็เต็มใจที่จะจ่ายเงินโฆษณา เพราะผู้ชมมีโอกาสเห็นสินค้าและบริการได้นานกว่านั่นเอง

ที่สำคัญที่สุดคือ วิสัยทัศน์ของ Google ที่เล็งเห็นว่าในอนาคต คนเราสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยอุปกรณ์พกพาหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการดาวน์โหลดวีดีโอลงในคอมพิวเตอร์แม้แต่นิดเดียว

“สังเกตได้ง่ายๆ เลยว่า ผลิตภัณฑ์ที่ Google เปิดตัวมาแต่ละอย่าง จะอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งนั้น ซึ่งเป็นการผลักดันให้คนพึ่งพาเว็บไซต์มากกว่าฮาร์ดดิสก์ ดังนั้น เมื่อคนเราสามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดวีดีโอมาดูแต่อย่างใด” James McQuivey กล่าว

บางคนอาจสังสัยอีกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว ต่อไปมีโอกาสที่ YouTube จะเก็บตังค์ค่าดูวีดีโอหรือเปล่า James McQuivey บอกว่า เป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้ iTunes ของค่าย Apple เองก็กำลังประสบปัญหาขายรายการทีวีในราคา 3 ดอลลาร์อยู่เหมือนกัน

“คุณนึกภาพออกมั้ย ขายคลิปวีดีโอเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการเล่นสเก็ตบอร์ด ความยาวแค่ 3 นาทีเนี่ยนะ คุณจะขายเท่าไหร่ล่ะ? 5 เซนต์เหรอ? ผมว่าเป็นไปได้ยาก”

อย่างไรก็ตาม การหารายได้จากเงินจำนวนน้อยๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Google เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า Google เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่และรวยมาได้ขนาดนี้ ก็เพราะเงินค่าโฆษณาจาก Adsense, Adword และอีกหลายรูปแบบที่ Google เก็บค่าโฆษณาจากผู้ลงโฆษณาครั้งละไม่กี่เซนต์เท่านั้นเอง

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,

Sep 12

Blue Track Mouse

เมาส์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ วิจัยพัฒนาโดย Microsoft ภายใต้ชื่อ Blue Track Mouse Technology ซึ่งขณะนี้ถือเป็นเทคโนโลยีการผลิตเมาส์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก

Mark DePue วิศวกรฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ Microsoft เล่าให้ฟังว่า เมาส์ชนิดนี้สามารถใช้ได้ทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้ พรม หินอ่อน กระจก หรือที่ไหนก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ให้ผลแม่นยำ ซึ่งประกอบด้วยส่วนหลักๆ ได้แก่

Microsoft-Designed CMOS Chip เป็นชิพแบบ CMOS ของ Microsoft ซึ่งพัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 4 แล้ว โดยให้ค่าการทำงานที่แม่นยำกว่ารุ่นที่ผ่านๆ มา

Blue Specular Optics เป็นเลนส์สีฟ้า ซึ่งจะรับภาพที่แสดงผลของพื้นผิวได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ แม้กระทั่งพื้นผิวมันเงา เช่น หินอ่อนหรือกระจก ขณะที่แสงสีฟ้าจะทำให้ภาพสะท้อนของพื้นผิวมีความคมชัดสูงกว่าสีแดงที่ใช้กันในเมาส์ทั่วๆ ไป โดยเฉพาะพื้นผิวที่อยู่ภายใต้แสงฟลูออเรสเซนต์ เลเซอร์สีฟ้าจะสะท้อนภาพได้ชัดกว่าแสงสีแดง ลองสังเกตอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือกองพิสูจน์หลักฐานใช้หาลายนิ้วมือหรือคราบเลือดในที่เกิดเหตุอาชญากรรมกัน จะเห็นว่าใช้อุปกรณ์ที่มีแสงสีฟ้า

4x Diffuse Beam ลำแสงเลเซอร์กว้างกว่าเมาส์ปกติถึง 4 เท่า ทำให้เกิดแสงสะท้อนเพื่อส่งข้อมูลกลับมาได้มากขึ้น ส่งผลให้สามารถใช้งานบนพื้นผิวที่ไม่ปกติได้ เช่น พื้นพรม ซึ่งเมาส์ปกติที่มีลำแสงเลเซอร์แคบกว่า จะสับสนในเรื่องพื้นผิวเพราะสะท้อนข้อมูลของเส้นพรมแต่ละเส้นแทน

Inchoherent Blue Light เมาส์ปกติจะมีการส่งลำแสงเลเซอร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวางบนพื้นผิวที่สกปรกหรือมีฝุ่น ก็จะขัดขวางการส่งสัญญาณข้อมูล ทำให้การทำงานผิดพลาดได้ง่าย แต่การส่งลำแสงเลเซอร์ของ Blue Track Mouse นี้เป็นแบบไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น มันจึงไม่อ่อนไหวต่อพื้นผิวที่มีฝุ่น และสามารถส่งข้อมูลได้อย่างมีคุณภาพ

ส่วนสาเหตุที่ปิ๊งไอเดียในการพัฒนาเมาส์แบบใหม่นี้ขึ้นมา เกิดจาก Mark DePue สังเกตเห็นภรรยาที่ต้องเลี้ยงลูกขณะกำลังใช้โน้ตบุ๊คทำงานไปด้วย เวลาลูกซนและวิ่งทั่วบ้าน เธอก็จะย้ายจุดตามลูกไป ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์หินอ่อนในห้องครัว หรือพื้นพรมในห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ทำให้เกิดความลำบากในการทำงาน เพราะเมาส์ใช้งานไม่ได้เลย

สำหรับ Blue Track Mouse นี้จะออกวางตลาดเมื่อไหร่นั้น Mark DePue ยังไม่เปิดเผยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มันถูกนำมาใช้ในบางหน่วยงานของ Microsoft แล้ว

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,