Jun 15

หนังจากประเทศอิตาลีเรื่อง Gomorrah เป็นหนังที่ส่วนตัวตั้งความคาดหวังไว้ต่ำมาก ตอนแรกเข้าใจว่าหนังคงจะอืด เอื่อย เนือย ตามจังหวะจะโคนในการดำเนินเรื่อง ในรูปแบบลีลาของหนังยุโรป ตามประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยผ่านตามา ซึ่งเหตุที่วาอาจจะทำให้ตัวเองนั้น ลุกออกจากโรงหนังก่อนเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งของหนัง

แต่ปรากฏว่าผิดจากที่คาดไว้ หนังอาจจะดูเหมือนจะเรื่อยเรียบผิดไปจากแบบแผนของหนังประเภทแก๊งสเตอร์ หรือหนังมาเฟีย ในแบบที่ควรจะเป็นก็จริงอยู่

ทว่าเนื้อหาหรือประเด็นของหนังที่นำเสนอนั้น ชัดเจนแจ่มแจ้ง สะท้อนความเป็นจริงที่แสนอดสู ในสังคมโลกที่หมุนไปตามกระแสของแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่แลกทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามแต่ใจต้องการ ที่เราเรียกว่า เงิน นั่นเอง

เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้แค่เพียงบอกเล่ารายละเอียดของวงจรอุบาทว์ซ้ำซากขององค์กรอาชญากรรมระดับยักษ์ในเมืองเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี ที่เรียกกันว่า “Gomorrah” ซึ่งเราอาจจะพบเห็นได้จากหนังแนว Gangster (เช่น Godfather หรือ Goodfellas) โดยทั่วไปเท่านั้น

                       

หากแต่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ในกระแสธารแห่งทุนนิยมของโลกปัจจุบันนี้ หลาย ๆ อุตสาหกรรมหรือองค์กรธุรกิจนั้น ร่ำรวยทุนทรัพย์มากมายมหาศาล ได้ด้วยการแล่นเนื้อเถือหนัง ย่ำผ่านรอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คนจำนวนมาก อย่างที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าเหล่าพวกแก๊งอาชญากรรรมที่ค้าขายของเถื่อนของผิดกฎหมายเลย

 

เพราะแทบทุกองค์กรธุรกิจ มีเป้าหมายสูงสูดอยู่ที่ Maximize Profit หรือการก่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งในวิถีแห่งธุรกิจ สิ่งที่ดำเนินคู่ขนานไปด้วยกัน ก็ย่อมหมายถึง “Minimize Cost” หรือการลดต้นทุนในการผลิตและต้นทุนดำเนินการให้ต่ำที่สุดในทุก ๆ ทางที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ ค่าแรงงงาน เครื่องจักร และอื่น ๆ

ในหนังเรื่อง Gomorrah นี้ประกอบไปด้วยเรื่องราว 5 เรื่อง ที่เกาะเกี่ยวเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนเส้นสายใยบาง ๆ ที่ยึดโยงเข้าไว้ด้วยกัน อันไม่อาจมองเห็นแค่ด้วยสายตา แต่ละเรื่องราวได้ส่งแรงปะทะที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปมายังชีวิตของแต่ละคน ในแต่ละเรื่องราวอย่างแนบเนียนจนอาจไม่สังเกตเห็น

ไม่ต่างจากชีวิตจริงของคนเรา ซึ่งเราไม่มีวันรู้ได้อย่างชัดเจนแบบจับต้นชนปลายได้ถูกหรอกว่า แรงปะทะจากบางคนที่ส่งมานั้น มาจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับของบุคคลนั้นจากเรื่องใดมาก่อนหน้านี้

ในจำนวนเรื่องราว 5 เรื่องในหนัง Gomorrah นี้ มีอยู่ 2 เรื่อง ที่ส่วนตัวให้ความรู้สึกชอบพอเป็นพิเศษ (อีก 3 เรื่องที่เหลือเป็นเรื่องราวของมาเฟีย Gomorrah ที่ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน)

 

 

 

เรื่องแรก คือเรื่องของ ปาสเควล ช่างตัดเสื้อฝีมือชั้นครูคนหนึ่ง บริษัทผลิตชุดราตรีให้กับบรรดาดีไซเนอร์แฟชั่นชื่อก้องโลกทั้งหลาย เป็นชุดราตรีแบบที่ใช้ในในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือคนมีชื่อเสียง

ปาสเควลเป็นหัวทีมช่างตัดเสื้อของบริษัท นอกจากดูแลเรื่องการตัดเย็บแล้ว ก็ต้องดูแล เจรจาต่อรองผลประโยชน์ให้กับทีมงานช่างตัดเย็บของเขาด้วย แต่เขาและทีมงานก็มักถูกเอาเปรียบเรื่องค่าตอบแทนอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อเร่งการผลิตให้ส่งงานได้ทันกำหนด โดยไม่ได้ค่าโอทีตามที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าของบริษัท ตัวเขาเองนั้นมีรายรับก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่นับวันมีแต่จะพอกพูนสูงท่วมตัว

จนในที่สุด ปาสเควลก็จำต้องเป็นคนทรยศต่อบริษัทที่เขาทำงาน (โดยเจ้าของบริษัทชุบเลี้ยงเขามาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานในโรงงาน)  เมื่อวันหนึ่ง เจ้าของโรงงานผลิตชุดราตรีที่จะนับว่าเป็นคู่แข่งก็ได้ ซึ่งเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพมาใช้แรงงานหาเงินจนตั้งตัวประกอบธุรกิจในเมือง ในประเทศอิตาลีที่ปาสเควลเป็นเจ้าของประเทศ

เจ้าของโรงงานชาวจีนคนนั้น มาชักชวนปาสเควลไปสอนการตัดเย็บชุดราตรี (แบบฝีมือปราณีต) ให้คนงานในโรงงานซึ่งล้วนแต่เป็นช่างเย็บผ้าชาวจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น โดยให้ผลตอบแทนในการว่างจ้างให้ไปสอนเป็นรายได้อย่างงาม และปาสเควลก็ชอบทั้งงานและถูกอัธยาศัยกับชาวจีนที่เขาร่วมงานด้วยเป็นอย่างดี แม้จะต้องใช้วิธิการแปลกประหลาดในการหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวระหว่างเดินทางไปสอนที่โรงงานของนักธุรกิจจีนคนนั้นในทุกครั้งก็ตามที

ความนี้รู้ไปถึงเจ้านายเก่าของปาสเควล ว่าช่างตัดเย็บฝีมือเอกของตัวเอง ถูกคู่แข่งแย่งชิงตัวไป ซึ่งนั่นนำมาสู่การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมชุดราตรีอย่างมากมายมหาศาล วิธีการแก้ลำ เพื่อแย่งชิงทั้งตัวปาสเควล และรายรับอันมหาศาลกลับคืนในธุรกิจแฟชั่นอันเลิศหรูนี้นั้น ต้องแลกด้วยเลือดและชีวิต ที่ช่างไม่แตกต่างอะไรกับการทำตัวเป็นคนเถื่อน เป็นอาชญากรนอกกฎหมาย เฉกเช่นแก๊ง Gomorrah นั้นเลย

ในเรื่องของช่างตัดผ้า ปาสเควล คนนี้ มีฉากที่แอบให้ชวนหัวเล็ก ๆ ประหนึ่งเหมือนเสียดสีเย้ยหยันตัวเองไปในตัว คือตอนที่ปาสเควล สอนเน้นย้ำให้คนงานช่างเย็บผ้าชาวจีนที่เป็นลูกศิษย์ของเขา ให้ตัดเย็บงานทุกชิ้น “ด้วยหัวใจ ด้วยความรัก ในขณะที่หมุดหมายหลักสำคัญของปาสเควล ที่ยอมมาสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ในการตัดเย็บชุดราตรีอันสุดปราณีตของเขาในครั้งนี้ มีเพียงเป้าหมายเดียวคือเพื่อ เงิน ที่จุนเจือเกื้อหนุนปากท้องของภรรยาและลูกน้อยอันเป็นที่รักของเขาเท่านั้น

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ นักธุรกิจที่ทำบริษัทรับกำจัดขยะ เขาได้งานเป็นสัญญาว่าจ้างให้บริษัทของเขากำจัดขยะนับสิบฉบับจากหน่วยงานหรือองค์กรใหญ่ทั่วอิตาลี ซึ่งกุญแจแห่งชัยชนะที่ทำให้เขาได้สัญญาว่าจ้างดังกล่าวมา จนเสมือนเป็นการผูกขาดธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว ก็คือ การเสนอให้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งถึงครึ่งต่อครึ่ง

ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามหลักของกลไกธุรกิจที่หมุนด้วยกระแสทุน  ซัพพลายเออร์หรือคู่ค้ารายใดให้ราคาถูก สามารถลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้ และนั่นย่อมหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น (โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่มีต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสุขอนามัยความเป็นอยู่ของประชาชนน้อยมาก) คู่ค้ารายนั้นก็ย่อมได้งาน หรือได้รับการว่าจ้างไป

ด้วยราคาที่ถูกว่าคู่แข่งครึ่งต่อครึ่งนี่เอง ที่ทำให้เจ้าของบริษัทกำจัดขยะรายนี้ จำต้องหาแรงงานที่ราคาถูก ซึ่งนั่นหมายถึงแรงงานที่มีทักษะในการทำงานที่ต่ำด้วย (แล้วก็จะตามมาด้วยปัญหาใหญ่น้อย ที่จะคอยลดประสิทธิผลของงาน ในระหว่างการทำงานอีกมากมาย) ต้องเสาะแสวงหาที่ดินที่มีราคาค่าเช่าถูก ๆ จากชาวบ้าน สำหรับเป็นแหล่งฝังกลบซากขยะ  ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่แค่ขยะธรรมดา ๆ แต่มันเป็นขยะที่ปนเปื้อนไปด้วย เชื้อโรค สารเคมี สารพิษนานาชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงโรคภัยร้ายจากขยะพิษ ที่รุมเร้าสุขภาพร่างกายของเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าที่สำหรับฝังกลบขยะเหล่านั้นเสียเอง

และนั่นคือ ราคาแพงมหาโหดอันหาที่สุดไม่ได้ ที่โลกมนุษย์ของเราต้องจ่ายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แบบที่ไม่อาจนับเป็นตัวเงิน และหาอะไรมาจ่ายคืนชดใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เพียงเพราะเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของการบริโภคที่เหมือนจะไม่มีสิ้นสุดเสียที ซึ่งในหลายกรณี มีมากมายที่มันคือ อุปสงค์เทียม ที่สร้าง (หรือเสก) สรรค์ปั้นแต่งขึ้นจากกลยุทธ์หรือกระบวนทัศน์ทางการตลาดสมัยใหม่ของบรรดา Marketing Guru ทั้งหลายในยุคนี้นั่นเอง

เพียงเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการผลิตทางอุตสาหกรรมให้มากที่สุด เพียงเพื่อ “กำไรสูงสุด อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยขององค์กรหรือบางหน่วยธุรกิจไม่กี่แห่งในโลกใบนี้เท่านั้นเอง

อาจกล่าวได้ว่า บทสรุปสำหรับหนังเรื่องนี้ คือการตั้งคำถามกับคนดูว่า อาชญากรมือเปื้อนเลือดในโลกปัจจุบันนี้ คงไม่ได้จำกัดวงไว้แค่ พวกมาเฟียค้าของผิดกฎหมายอีกแล้ว ใช่หรือไม่?”

*******************************************************

หมายเหตุ “Gomorrah”  มีฉายที่โรงภาพยนตร์ House Rama RCA แห่งเดียวเท่านั้น

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

Feb 20

P. Comte de Buffon นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เคยเอ่ยถึงนกฮัมมิงเบิร์ด (hummingbird) ว่า เป็นนกที่ธรรมชาติได้ประทานพรสวรรค์ให้มากเป็นพิเศษ เพราะมันมีลีลาการบินที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก และมันก็สามารถบินได้ไกลกว่าและนานกว่าสัตว์อื่นที่มีขนาดตัวใหญ่กว่ามันมาก (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวนกชนิดนี้หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://www.ipst.ac.th/thaiVersion/publications/in_sci/huming.htm)

เบนจามิน บัตตัน ถ้าจะเปรียบไป ชีวิตของเขา ไม่ต่างจาก นกฮัมมิ่งเบิร์ด ตัวจ้อยกระจิดริด ที่ปรากฎให้เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งในฉากหลังจากที่เบนจามิน รอดตายจากการไปสงครามโลกครั้งที่ 2 และฉากสุดท้ายก่อนหญิงที่เป็นรักแรกและรักสุดท้ายของเขา เดซี่ ลากจากโลกนี้ไป

เบนจามิน บัตตัน คือ “เด็กน้อยอันประเสริฐจากสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้ นั่นเป็นประโยคแรก ๆ ที่ ควินนี่  แม่ผิวสีที่ไม่ได้สืบสายเลือดเดียวกันกับเขา พบเจอเด็กน้อยผิวพรรณเหี่ยวย่นราวคนชราที่ใกล้ลาโลกเต็มที ถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์หรือบ้านพักคนชราที่เธอทำงานอยู่ที่นั่น

ลักษณะพิเศษภายนอกกว่าเด็กปกติธรรมดาทั่วไปของเบนจามินที่ว่า อาจดูขี้ริ้วขี้เหร่ อัปลักษณ์ไม่น่าดูชมตามวัยที่ควรจะเป็น แม้แต่พ่อแท้ ๆ ของเขา ซึ่งผู้มีอันจะกินในสังคมอันโก้หรู ก็ไม่อยากรับเลี้ยงเป็นลูก

แต่นั่นกลับกลายเป็นพรอันวิเศษ ที่ทำให้เบนจามิน ได้รางวัลแห่งชีวิต เป็นความเข้าใจในโลก เข้าใจชีวิต ในมุมมองที่ต่างจากคนอื่นทั่วไป รวมถึงการเป็นทั้ง “ผู้ให้ และ ผู้รับ” ความรักที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากเงื่อนไขใด ๆ

เป็น “ผู้รับ ความรักอันบริสุทธิ์จากควินนี่ หญิงผิวสีต่างสายเลือด ผู้มีจิตใจงดงามและเข้มแข็ง และเขาเต็มใจเรียกเธอ อย่างเต็มปากเต็มว่า แม่

เป็น ผู้ให้ ความรักที่ปราศจากเงื่อนไขให้แด่ เดซี่ หญิงสาวที่เขาตกหลุมรักตั้งแ่ต่แรกเจอ และตราบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาไม่เคยฝืนใจ ยึดยื้อ หรือฉุดรั้งให้เธอรักตอบ ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร ในวันที่ไม่ใช่

แล้วความรักของเบนจามินกับเดซี่ ก็เดินทางไปช่วงเวลาของการผลิดอกออกผล และสุกงอมหอมหวาน ในวันที่ ใช่ ในวันที่ทั้งสองยิมยอมคล้องใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงแนวคิดทางตะวันออกในทางพุทธ ที่พุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า ให้ตาย เสียก่อนตาย นั่นหมายถึง การละวางกิเลสตัณหาทั้งปวง รวมถึงการละวางตัวตน ในวันที่เรามีชีวิตอยู่ในวันนี้ให้ได้เสียก่อนถึงวันที่เราต้องลาโลกนี้ไปจริง ๆ นั่นเอง

เบนจามิน เสียเปรียบคนอื่นในด้านรูปลักษณ์ภายนอก แต่เขาได้เปรียบในแง่ของการมองโลกอย่างเข้าใจชีวิตกว่าคนทั่วไป เขาได้รู้จักคำว่า “ตาย ก่อนตาย (จริง ๆ) อาจเพราะนาฬิกาชีวิตเขาหมุนทวนสวนกระแสโลก เขาเกิดมาเป็นคนแก่ใกล้ตาย แล้วมาตายตอนเป็นเด็กทารกแรกเกิด (อาจจริงอย่างที่เคยได้ฟังมาว่า บางทีจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นนั้น ก็คือจุดเดียวกันบนเส้นวงกลมนั่นเอง)

รวมไปถึงการที่เขาได้ ได้มองเห็นและรับรู้การจากลา การดับสูญไปจากโลกนี้ของคนชราคนแล้วคนเล่าที่เข้ามาในบ้าน ตลอดเวลาที่เขาที่ใช้ชีวิตตั้งแต่แรกเกิด จนเติบใหญ่ในบ้านพักหรือสถานสงเคราะห์คนชราหลังนี้ จนตระหนักดีถึงความไม่ยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลง ความตายเ็ป็นเรื่องนิรันดร์อันสามัญธรรมดาในชีวิตคนเรา

ข้อได้เปรียบนี้ ทำให้เบนจามิน เป็นคนที่ไม่ฟูมฟายกับชีวิต ในยามความรักไม่เป็นอย่างที่หวัง ยามคนที่เขารักและรักเขาจากโลกนี้ไป เขาละวางความถือโทษโกรธเืคือง ในยามที่รู้ว่า ชายเจ้าของโรงงานผลิตกระุ้ดุมที่เป็นเพื่อนคุยถูกคอและดื่มเหล้ากับเขาเป็นประจำ เป็นทั้งบิดาผู้ให้กำเนิด เป็นคนเดียวกับูผู้ทอดทิ้งเขาไว้ในบ้านพักคนชรานั่นเอง

ดังนั้น เขาจึงแปรเปลี่ยนและใช้เวลาที่เหลือในชีวิต อันเป็นส่วนที่ได้จากความไม่ฟูมฟายในชะตาชีวิต เวลาที่เหลือชีวิต อันเป็นส่วนที่ได้จากไม่ยึดถือยึดมั่น มาเป็นการใช้ชีวิต (ให้เป็น) อย่างเต็มที่

สำหรับช่วงเวลาที่เหลือนั้น เขาใช้ไปกับการดูแลพ่อที่ป่วยอาการหนัก (ซึ่งเหลือเวลาในชีวิตอีกไม่นานนัก) เขาออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้โลกในแง่มุมที่แตกต่าง หลากหลาย เขาทำงานสารพัดอย่าง และมีความสุขกับมันอย่างไม่เกี่ยงงอนว่ามันจะเป็นงานเล็กงานน้อยต้อยต่ำ หรืองานนั้นทำแล้วคุ้มค่าความเหนื่อยยากที่ลงไปหรือเปล่า

เบนจามิน บัตตัน เป็นนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ได้รับพรอันประเสิรฐจากพระเจ้า ผู้มีหัวใจอันแข็งแกร่งและงดงาม

จากคนแก่ใกล้ตาย ไร้แล้วซึ่งความหวังในชีวิต กลายกลับเป็นคนที่ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธาในตัวเองและผู้อื่น ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่ได้เกิดมาจวบจนวินาทีสุดท้ายบั้นปลายของชีวิต

มีคนเคยบอกไว้ว่า มันไม่สำคัญว่า คุณจะร่ำรวย ยากดีมีจน รูปพรรณสัณฐานสวยงามหรือขี้เหร่แค่ไหน ชาติตระกูลสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงใด

ที่สำคัญมากกว่า  คือ คุณมีทัศนคติ มีมุมมองต่อชีวิต ต่อโลกอย่างไร เพราะมันคือเครื่องบ่งบอกตัวตนของคุณ และส่งผลกระทบต่อการดำเินินชีวิตทั้งตอนนี้และในภายหน้าของคุณนั่นเอง…

ปล.
หนังเรื่องนี้อาจได้รับรางวัลเทคนิคพิเศษด้านการตกแต่งใบหน้า ในเวทีประกวดหนังที่ใดสักแห่ง เหตุผลไม่ใช่เพราะทำให้พระเอกและนางเอกแก่ชราผิวพรรณเหี่ยวย่น ตกกระได้อย่างสมจริง

แต่….เป็นเพราะทำให้ แบรด พิทท์ และเคท บลานเช็ท ผิวหน้าเต่งตึงใสเด้ง (กว่าสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของดาราสองคนนี้ ในวัยล่วงเลยเขตแดนเลข 4 ไปแล้ว) ยังกับวัยหนุ่มสาวแรกรุ่น ไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน (ฮา) ไ้ด้อย่างชนิดที่ต้องยกนิ้วให้ ผสมความฉงนว่าทำได้อย่างไร นึกในใจว่าเค้าใช้วิธี รีทัช ในลักษณะเดียวกับการทำภาพนิ่งหรือเปล่า

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Jan 03

เมื่อคืนนี้ได้รับ sms อวยพรปีใหม่จากเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่ง ก็เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยมีเรื่องราวที่เขียนบล็อกถึงเพื่อนคนนี้อยู่ เกิดอารมณ์ย้อนอดีตวัยเยาว์ nostalgia ขึ้นมาตะหงิด ๆ ก็เลยเอามาลงบล็อกเพื่อรำลึกนึกถึง (มัน) อีกครั้ง :D

———————————————————-
หมายเหตุ  ขออนุญาตใช้คำว่า ไอ กับเพื่อน เพราะถ้าไม่ใส่ทำให้รู้สึกห่างเหิน เหมือนไม่ได้พูดถึงเพื่อนคนนี้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้มีเจตนาหยาบคาย หวังว่าคงเข้าใจเนอะ :)  

เย็นวันนี้ ระหว่างกำลังอยู่ในกระบวนการเมตาโบลิซึ่มด้วยการล้างห้องน้ำ (ประจำสัปดาห์) เพื่อเป็นการชดเชยกับการที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายมาหลายวัน (จนแทบจะเป็นงูเหลือมนอนอืด)ในระยะนี้

ด้วยความเพลิดเพลิน ขณะกำลังขัดโถส้วม สมองมันก็สั่งการย้อนระลึกนึกถึงความหลังครั้งวัยเรียน  นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งวีรกรรม (เล็ก ๆ) ของเพื่อนคนนี้ทำให้เราอดอมยิ้ม และขำอยู่คนเดียวทุกทีที่นึกถึง 

เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชื่อ ไอคุ เป็นคนหน้าตาดี ผิวขาว ปากแดง แก้มใส (จนจะเกินหน้าผู้หญิงอยู่แล้ว)  ผมสีน้ำตาลแดง ยาวประบ่า ดูคล้ายลูกครึ่งฝรั่ง แต่มันบอกว่ามันเป็นตี๋แท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

ก่อนมาเรียนที่นี่ ไอคุ จบมาจาก ACC หรือ อัสสัมชัญพาณิชย์ (ไอคุ มีเพื่อนคู่หูคู่ดูโอตัวแทบจะติดกันตลอดเวลามาจากที่เดียวกันชื่อ ไอสัน) แต่อันที่จริงเด็ก ACC ที่มาเรียนในกรุ๊ปเรียนเดียวกับเรา (สมัยนั้นเรียนกรุ๊ป A2) ก็ยกแก๊งมา อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเยอะพอสมควร
ก็มีแต่ ไอคุ กับ ไอสัน นี่แหละที่พอเรียนไปได้สักระยะหนึ่งก็แตกหน่อแตกกลุ่มก๊วนเดิม มาอยู่กับก๊วนแหล่งรวมเด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรา ไม่ว่าจะ ติวข้อสอบ ทำงานกลุ่ม ไปห้องสมุด ไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนัง ฯลฯ กันทั้งก๊วนด้วยกันบ่อย ๆ  สาเหตุหนึ่งที่มาร่วมก๊วนเดียวกัน (เท่าที่พอจะจำได้) คือ ไอสันสนใจหญิงสาวน่ารักคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนพวกเรา แต่ให้พวกเราช่วยกันเป็นแม่สื่อชักนำให้มีโอกาสได้รู้จักกัน (เพราะสันมันปอด ไม่กล้าจีบเอง 555)  

วันหนึ่งในระหว่างคาบเรียนวิชาหนึ่ง เพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มของเรา ได้กลิ่นแปลก ๆ ตุ ๆ ลอยมาจากหลังห้อง และกลิ่นนั้นเริ่มกระจายวงกว้างตลบอบอวลไปทั้งห้องเรียน (ที่ติดเครื่องปรับอากาศ) ทุกคนในชั้นเรียนต่างมองหน้า มองหลัง ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก เหมือนมีแววสงสัยในดวงตา แต่ไร้คำตอบ 

มันเป็นกลิ่นของผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนชอบจะชอบมาก คนเกลียดก็จะรังเกียจสุด ๆ นั่นคือ ทุเรียน แต่.. มันกลับไม่ใช่กลิ่นทุเรียนสด ๆ ที่เพิ่งแกะออกจากพู มันคือ กลิ่นทุเรียนในแบบที่ผ่านกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายแล้วปลดปล่อยออกมาสัมผัสอากาศภายนอก ใช่แล้วมันคือกลิ่นผายลมของมนุษย์ 

จนจบคาบเรียน ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยกลิ่นนี้ออกมา แล้วก็ไม่มีใครสงสัยใคร หรือสนใจอะไรกันต่อไปอีกแล้ว 

ในที่สุด ไอคุ ก็มาเฉลยกลิ่นปริศนานั้น ตอนกินข้าวกันหลังเลิกเรียนว่า กลิ่นที่ได้ดมกันถ้วนในห้องเรียนคาบที่ผ่านมานั้น เป็นกลิ่นของมันเอง พอดีเมื่อคืนกินทุเรียนมากไปหน่อย เลยจำต้องปล่อยออกมาแบบที่ยั้งไม่อยู่แล้วจริง ๆ 

เออนะ ไอคุ ไม่ต้องบอกก็ไม่มีใครรู้นิ แถมเลือกจังหวะมาบอกเอาตอนกำลังนั่งกินข้าวกันอีก โค ตะ ระ ทุเรศเลย แถมมันยังหัวเราะเสียยกใหญ่ เหมือนดีใจที่ได้แกล้งคนทีเดียวเป็นหมู่คณะ 

แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ ไอคุ ค่อนข้างจัดอยู่ในจำพวกเด็กอนามัยจัดมากกกก  ขณะที่นั่งเรียนกันอยู่ จู่ ๆ คุ มันก็หายตัวไปจากห้องเรียนแบบไม่บอกไม่กล่าว อีกร่วม
1 ชั่วโมงต่อมา ไอคุก็ปรากฏกายกลับมานั่งที่เดิม ก็ถามต่อว่ามีเรื่องอะไรเหรอ มันก็ตอบมาว่า ตูปวดท้อง กลับไปอึที่บ้านมา 

พวกเราก็ถามว่าหายไปไหนมา มันบอกว่า ขับรถกลับไปบ้านมา (บ้านอยู่แถวอโศก- ดินแดง ส่วน ม.กรุงเทพ ที่นั่งเรียนอยู่ที่กล้วยน้ำไท)

พวกเราก็เหวอกันใหญ่ ว่ามันโอเว่อร์ ปวดท้องอึแค่นี้เข้าห้องน้ำมหาลัยไม่ได้เชียวเหรอ 

มันก็ตอบกลับมาว่า ตูไม่ชินหวะ เวลาปวดหนักต้องเข้าห้องน้ำที่บ้านได้ที่เดียวเท่านั้น 

เออนะ เพื่อนเราคนนี้ (อีกแล้ว) ความสามารถในการสกัดกั้นการขับถ่ายเป็นเยี่ยม หากส่งเข้าประกวดคงได้รางวัลชนะเลิศด้านความอึด ยอมอึที่บ้านอย่างสบายใจ ดีกว่าไปอึที่อื่นไหนให้ไม่สบายตัว 

นี่เป็นเรื่อง ตุ ๆ ของนายคุ ที่เรานึกขึ้นทีไรก็อดขำคนเดียวไม่ได้ทุกที

เจอหน้าไอ คุ ครั้งสุดท้ายที่สนามบินดอนเมือง เมื่อราวสิบปีที่แล้ว วันนั้นพวกเราตื่นตี 3 เพื่อไปส่งมันที่สนามบิน เพราะมันต้องไปเรียนต่อโท IBM ที่อเมริกา เพื่อกลับมาสานต่อกิจการของครอบครัว (เป็นธุรกิจผลิตและรับติดตั้งป้ายบิลบอร์ดต่าง ๆ ที่ติดตามอาคาร รวมถึงวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดนิทรรศการตามงานแสดงต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ) 

คำร่ำลาสุดท้ายสุดซึ้งตรึงใจที่เราฝากบอก คุ ซึ่งจะไปเรียนในนิวเจอร์ซี่ คือ ให้ช่วยดูแล ป๊อด โมเดิร์นด็อกที่อยู่ฝั่งนิวยอร์คให้ด้วยนะ (ตอนนั้นเพื่อน ๆ จะรู้ว่าเราชอบนักร้อง ป๊อด โมเดิร์นด็อกมากกก)  คุ มันบอกว่า โหยย… โค ตะ ระ อิจฉาป๊อดเลยหวะ หมั่นไส้ …. แล้วเราก็ขำกันยกใหญ่ 

ระหว่างที่เรียนอยู่ที่นั่น คุ ก็มีการติดต่อกลับมาหาพวกเราบ้าง และหลังจากที่ คุ เรียนจบกลับมา ก็ยังติดตามข่าวคราวของเพื่อน ๆ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปหลับเรียนจบ มีครั้งหนึ่งที่ที่ คุ โทรศัพท์มาบอกว่าตอนนี้ลงมาทางใต้ มากับแม่ อยู่หาดใหญ่ เพื่อพาแม่มาไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี เราได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ไปเจอหน้าค่าตา  เพราะตอนนั้นตรงกับจังหวะที่เราติดงานด่วนของที่ทำงาน จึงทำให้พลาดโอกาสที่จะเจอเพื่อนคนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย 

ครั้งล่าสุด ก็เพียงแต่เจอกันผ่านเสียงทางโทรศัพท์เท่านั้น ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีลูก เพราะติดปัญหาบางอย่างทางสุขภาพ ประกอบกับล่าสุด คุ เพิ่งผ่าตัดบริเวณกระดูกด้านหลัง น่าจะตรงตรงก้นกบ (ทำไม๊มันต้องมาเกิดอะไรแถว ๆ นี้ประจำเลย 555)  ก็เลยต้องนอนอยู่กับเตียงไปไหนไม่ได้อยู่ร่วมเดือน แถมบอกว่า ตอนนี้อ้วนขึ้นเป็นกองไม่ได้สะโอดสะองเหมือนก่อนแล้ว

เวลาเปลี่ยน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป เพื่อน ๆ ผู้คนรอบตัวก็หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมารู้จัก มาแลกเปลี่ยน มาแบ่งปันประสบการณ์ แต่แปลกและดีจังที่ ความรู้สึกดี ๆ กับเพื่อน กับเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราขำ ๆ ได้คนเดียวยามเมื่อนึกถึง มันยังคงอยู่……

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

Nov 30

 

ช่วงนี้เป็นหวัดขั้นไม่รุนแรงอยู่สองวัน (ทานยาดักไข้ไว้ทุกวัน) จนวันเสาร์ที่ผ่านมาอาการหวัดก็ยังไม่ดีขึ้น เสียงก็ยังคงอู้อี้ ๆ อยู่ ไม่อยากจะออกไปข้างนอกเลย
แต่ว่า… มีนัดสำคัญที่ไม่อยากพลาด และพลาดไม่ได้

 

เพราะได้บัตรฟรีจาก น้องแจง (แห่งเว็บ

 

suki flix) ที่อุตส่าห์เป็นธุระขวนขวายหามาบัตรให้ เป็นบัตรฟรีคอนเสิร์ตที่จัดในสวนสาธารณะในกลางเมืองกรุง เห็นเค้าว่าเป็นงานดนตรีสำหรับคนเมือง เป็นงานที่จัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนดนตรี (และค่ายเพลง ) KPN กับ กรุงเทพมหานคร งานในปีนี้จัดเป็นปีที่ 3 แล้ว ณ สถานที่เดิม คือ สวนเบญจกิตติ (ข้างห้างฯ ดิ เอ็มโพเรี่ยม)
ที่บอกว่าพลาดไม่ได้ และไม่อยากพลาด ก็เพราะในงานนี้มีคอนเสิร์ตของวง ETC วงดนตรีวัยรุ่นโปรดในดวงใจในรอบ 4 -5 ปีที่ผ่านมานี้ เราเองนั้นมีซีดีอัลบั้มทั้ง 3 ชุด ตั้งแต่ชุดแรกจนชุดปัจจุบัน (แผ่นแท้ไม่ใช่แวมไพร์เรคคอร์ดนะจ๊ะ  55)

 

 

โดยปกติเราเองแทบไม่ค่อยซื้อซีดีอัลบั้มเพลงไทย (ของแท้) มานานมากแล้ว
ก็จะมีแต่วง ETC นี่แหละที่ข้าพเจ้ายอมลงทุนควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อ เพราะวงนี้ถ้าฟังเฉพาะเพลงที่เค้าตัดออกมาโปรโมททางสื่อ ก็จะนึกว่าเป็นเพลงรักวัยรุ่นหวานซึ้งทั่วไป แต่ถ้าได้ฟังเพลงเร็วทั้งอัลบั้มของวงนี้แล้ว บอกได้เลยว่าวงนี้

 

 

ฝีมือไม่ธรรมดา
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าเป็นเพลงเร็วของวงนี้ส่วนใหญ่จะออกไปทางฟิวชั่นส์แจ๊ส  ดนตรีที่ซึ่งส่วนตัวเราเข้าใจเอาเองว่า เป็นแจ๊สที่เน้นเดินเบสหนัก ๆ น่าจะประมาณนั้นหนะ ซึ่งตัวเราเองค่อนข้างคุ้นเคยกับฟิวชั่นส์แจ๊สดี เพราะเติบโตมาในยุคสมัยที่ดนตรีแนวนี้กำลังเติบโต (แม้จะรู้จักไม่ลึกซึ้งมาก แต่ก็พอจะผ่านหูมามากพอควร)
ถ้าใครอยากลองฟังว่าดนตรีแนวฟิวชั่นส์แจ๊ส เป็นอย่างไร อยากแนะนำให้ลองไปเข้าบล็อกของน้องบล็อกคนหนึ่งที่มาเขียนในโอเคเนชั่นชื่อว่า 

 

 

 

น้องคนนี้เค้าจะลงเพลงแนวนี้ไว้เยอะมาก (แต่ก็มีแจ๊สในรูปแบบอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วยหละ)  และเราเองค่อนข้างชื่นชมในความจริงจังตั้งใจในการนำเสนอดนตรีแนวนี้ของน้องเค้ามากเป็นพิเศษ

 

กลับมาที่งานฟรีคอนเสิร์ตที่ไปมาในครั้งนี้กันต่อ ในงานคอนเสิร์ตนี้ นอกจากวง ETC แล้ว ก็มีศิลปินนักร้องคนอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่ม Be My Guest

 

(ประกอบด้วย มัม ลาโคนิค, นรีกระจ่าง  คันธมาส, กรรชัย  กำเนินพลอย, ตั้มสมประสงค์ เป็นต้น) แล้วก็ยังมี บี พีรพัฒน์ (อดีตนักร้องนำวงเครสเชนโด้), มาช่า วัฒนพานิช
ไม่อยากจะบอกเลยว่า…. เราได้ถ่ายคลิปวิดีโอตอนที่นักร้องทุกคนร้องเพลงเอาไว้หมดเลย เจ๋งเด็ด ๆ ทั้งนั้น ha ha ha

 

 

 

 

 

แล้วก็….
ไม่อยากจะบอกเลยว่า…..  เมื่อตอนเย็นเอามาก๊อปปี้ไฟล์รูปและคลิปใส่เครื่องเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ก๊อปปี้มาไม่หมด เพราะไม่ได้เช็คดูว่ารูปและคลิปทั้งหมดนั้นมีเก็บไว้ 2

 

 

โฟล์เดอร์
และที่สำคัญคือ เราดัน format ล้างการ์ดความจำในกล้องไปจนหมดเกลี้ยงเรียบร้อยโรงเรียน ETC

 

 

… เวรกรรม อยากจะกู่ร้องไห้ว๊าก ๆ ให้ก้องโลกกกกกก  โฮๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆๆๆ
เสียดายมากกกก เก็บรูปและคลิปตอนร้องเพลงของ น้องหนึ่ง นักร้องนำประจำวง  กับ น้องมิ้นท์ มือเบสประจำวง ETC (ที่ตอนนี้เราเริ่มเอนเอียงมาชอบน้องมิ้นท์มากขึ้นแระ) ไว้เพียบเลยยย โอ๊ยยย  Jabra Die (=

 

 

จะบร้าตาย)

 

 

มิ้นท์ มือเบส วงอีทีซี (ภาพนี้จากอินเตอร์เน็ตค่ะ)
(ในวันคอนเสิร์ตที่ไปดูโชว์ฝีมือการเล่นเบสแบบให้ 5 ดาวไปเลยคับท่าน)

โดยเฉพาะตอนที่เป็นเพลงโปรดของเราอีกเพลง ในอัลบั้มล่าสุดของ ETC คือ เพลง นางฟ้า

 

 

 

 

ถ่ายเก็บไว้ตลอดเพลงเลยอ่ะ หายไปหมดเลย (เดี๋ยวค่อยไปถามน้องแจงดูว่ามีถ่ายเก็บเอาไว้บ้างไหม เผื่อจะเอารูปภาพ และคลิปวิดีโอมาแจมลงเอ็นทรี่นี้เพิ่มเติมอีกได้)
ดังนั้น รูปที่เหลืออยู่สามารถนำมาโชว์ไว้นี้ จึงเป็นแค่รูป “นางฟ้า

 

ประดับไฟคริสมาสต์ ทั้งข้างในและด้านหน้าเอ็มโพเรี่ยม (รวมถึงบรรยากาศคริสมาสต์บริเวณห้างนิดหน่อย) แหะ แหะ
มาดู “นางฟ้า” หน้าเอ็มโพเรี่ยมกันแทน (เนาะ)

 

 

บริเวณหน้าสวนเบญจกิตติ
(ถ่ายไว้นิดหน่อย เพราะตั้งใจสำรองเมมโมรี่การ์ดไว้ถ่ายอีทีซี แล้วเป็นไงหละ 555)

 

 

 

เหล่าเพื่อนผองน้องพี่ที่ไปด้วยกัน
“หลิง” (ชูนิ้ว ใส่แว่น คนนี้เพื่อนสมัยเรียนของข้าพเจ้าเอง)
“พี่เพชร” (เสื้อดำ เพื่อนที่ทำงานของหลิง)
“น้องหนิง” (เสื้อลายขวางสีชมพู น้องสาวหลิง)
สองสาว (นักวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ประจำแบงก์ยักษ์ใหญ่) ยิ้มแฉ่ง แฟนพันธุ์แท้ ETC ตัวจริง
“น้องบุษ” (เสื้อสีขาว แขนสั้น)
“น้องแจง” (เสื้อสีขาว แขนขาว สาวน้ำใจงามผู้จัดหาบัตรฟรีมาให้ดู)
คนสุดท้าย คนนี้ไม่รู้จัก เดาว่าน่าจะเป็นแม่ค้าขายตรายางออนไลน์ที่ไหนสักแห่ง 555

ปล. ไว้จะไปจิ๊กภาพจากชาวบ้านมาลงเพิ่มให้ในภายหลังนะคะ :D

 

 

 

 

 

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Nov 20

เมื่อตอนเย็น ๆ แดดร่มลมตกในวันหนึ่งของสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสแวะไปทำธุระที่ Siam Paragon
เห็นเค้าเริ่มประดับประดาไฟในเทศกาลคริสมาสต์กันแล้ว

โชคดีที่วันนั้นพกกล้องถ่ายรูปไปด้วย ก็เลยขอถ่ายภาพต้นคริสต์มาสและบรรยากาศโดยรอบแถว ๆ นั้นมาฝากให้ดูเสียเล็กน้อย

รอรถเมล์ตรงหน้าโรงหนัง “ลิโด้” พอดี เลยถ่ายเก็บบรรยากาศหน้าโรงหนังโรงโปรดเสียหน่อย

สัญญาว่าจะนำภาพบรรยากาศแสงสีไฟคริสต์มาส
ในย่านใจกลางเมือง กทม.มาฝากอีกแน่นอน ในอีกไม่นานนี้

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

Sep 14

เมื่อราวสามสี่เดือนก่อน เราได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ก็ว่าคุ้น ๆ เหมือนชื่อเพลง ๆ หนึ่งของคณะ ABBA วงดนตรีบุกเบิกยุคดิสโก้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน นอกจากนั้นก็ไม่มีความรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพิ่งจะมารู้อีกทีก็อ่านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากละครเวทีชื่อดังในชื่อเรื่องเดียวกัน

แต่ที่ดึงดูดให้ไปดู Mama Mia และจดจ่อรอชมเมื่อราวหนึ่งเดือนที่แล้วคือ ตอนได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ แล้วเพิ่งมารู้ว่า ดารานำแสดงคือ เมอรีล สตรีพ เธอเป็นดาราขวัญใจเรานานแล้วในแง่บทบาทการแสดงอันหลากหลายของเธอจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เธอไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเธอคือ เมอรีล สรีฟ ในทุกบททที่เธอเล่น (ต่างจาก ทอม ครู๊ส นักแสดงคนเดียวที่เรารู้สึกว่า เขาคือ ทอม ครู๊ส ตลอดเวลาไม่ว่าจะเล่นเรื่องไหน ก็เลยไม่ค่อยปลื้มตาทอมค้นนี้เหมือนที่คนอื่น ๆ ปลื้มสักเท่าไหร่)

เรื่องแรก ๆ ที่ได้ดูแล้วประทับใจก็คงเป็น The River Wild หนังแนว psycho-thriller บทบาทในเรื่องนี้ของเธอเริ่มต้นจากแม่บ้านใสสะอาดของครอบครัวเล็ก ๆ กลายกลับมาเป็นหญิงหัวใจแกร่ง จากจิตใจที่หวาดกลัวสุด ๆ จนแปรเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความกล้า และต้องหันกลับมาสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอดจากภัยร้ายของฆาตกรโรคจิต (ที่แสดงโดย เควิน เบคอน)

จากนั้นมา เมื่อไหร่ที่มีชื่อเธอนำแสดงในหนังเรื่องใด เรามักจะไม่พลาดที่ติดตามผลงานของเธอ

ใน Mama Mia เราได้เห็น เมอรีล สตรีฟ รับบทบาทของแม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง Donna เป็นคุณแม่ที่สดใส ร่าเริง ขี้เล่น อารมณ์ดีได้ตลอดเวลา แม้ฐานะทางการเงินของธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ที่เธอเป็นทั้งเจ้าของและบริหารเองบนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศกรีซ ดูออกจะง่อนแง่น กระท่อนกระแท่นเต็มที เงินขาดมือ สภาพโรงแรมก็ชำรุดทรุดโทรมแม้ว่าในก้นบึ้งของหัวใจ ในบางห้วงเวลาเธออาจจะแอบฝันว่าจะมีเจ้าชายมหาเศรษฐีสักคนมาช่วยกอบกู้ทั้งสภาพจิตใจ และสภาพการเงินของเธอบ้างในตอนนี้ก็ตามที (แหม.. ก็นะ คนเราก็ต้องมีความฝันกันบ้าง แม้มันจะลม ๆ แล้ง ๆ ไปบ้างก็เถอะ :D) แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่เป็นกำลังใจให้เธอสู้ชีวิต อย่างไม่ท้อใจมาตลอด ในสถานะที่เรียกได้ว่า Single Mom ก็คือ ลูกสาววัยยี่สิบคนเดียวของเธอ คือ Sophia

และ Sophia ลูกสาวของเธอคนนี้ กำลังจะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาในอีกไม่นาน แต่ปัญหาสำหรับ Sophia อันเป็นปมในใจที่อยากจะคลี่คลายออกมาก่อนที่จะแต่งงานไปกับชายคนรัก เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่ถูกคนรักจากลาทิ้งให้อยู่คนเดียวเหมือนที่ Donna แม่ของเธอเจอมา ก็คือการตามหาพ่อแท้ ๆ ผู้ให้กำเนิดเธอให้เจอ และแอบเชิญ (โดยไม่บอกให้แม่หรือว่าที่เจ้าบ่ายของเธอรับรู้) ให้มาในงานแต่งงานครั้งสำคัญในชีวิตของเธอครั้งนี้

แต่พระเจ้าดันมาเล่นตลกตรงที่มีรายชื่อชาย 3 คน คือ Sam, Bill และ Harry ในสมุดบันทึกเล่มเก่าของแม่ที่ถูกเอ่ยชื่อถึงความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวเมื่อครั้งเก่า ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดออกมา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 3 คนนี้ที่จะเป็นพ่อของ Sophia และตั้งแต่เธอเกิดมา แม่ก็ไม่เคยบอกเลยว่า ใครคือพ่อของเธอ

นั่นคือปมหลักของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าคนดูหลาย ๆ คนเดาแนวทางของหนังประเภทนี้ กันได้ไม่ยากนักว่าหนังจะดำเนินต่อไปถึงจุดคลี่คลาย และจบลงด้วยความรู้สึกแบบไหน

แล้วถ้าจะถามว่าหนังนี้เหมาะกับคนดูที่อยากดูหนังแบบไหน อย่างไร ก็คงตอบได้ไม่ยากเช่นกัน เพราะนี่คือหนังเพลง พอมีเพลงประกอบในหนังเยอะ ๆ  เสียงเพลง ก็ย่อมนำพามาซึ่งความรู้เบิกบาน สนุกสนาน จรรโลงใจ ดูจบก็เดินออกจากโรงหนังด้วยความชุ่มฉ่ำหัวใจ ช่วยเสริมเติมประกายความหวังในชีวิต (โดยเฉพาะหญิงสาววัยเลยเลข 3 รวมไปถึงสาว ๆ ที่แม้จะเลยหลัก 4 หรือ 5 กันไปแล้วก็ตาม) ได้ดีนักแล

และอาจได้ข้อคิดกับชีวิตบ้างเล็กๆ น้อย ๆ พอให้กระตุกปลายประสาทในสมองให้มีประจุไฟฟ้าตัวเล็ก ๆ วิ่งแล่นแปล๊บ ๆชนิดที่ไม่ถึงขนาด ทำให้กลับไปถึงบ้านแล้วต้องเอาอวัยวะเบื้องล่าง (สุด) ก่ายหน้าผากก่อนนอนไปอีกสามวันสามคืน :D

ฉากที่ชอบที่ที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ ฉากตอนร้องเพลง Dancing Queen อันแสนครึกครี้นตื่นตาตื่นใจเรายิ่งนัก เป็นฉากที่ Donna รู้แล้วว่าอดีตกิ๊กเก่าของเธอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้ง 3 คนมาร่วมงานแต่งงานลูกสาวในครั้งนี้ด้วย (แต่เธอไม่รู้ว่าลูกสาวเธอเป็นคนเชิญชายทั้ง 3 คนนี้มาเอง)

เธอเป็นวิตกกังวล และสับสนใจใน ใจหนึ่งก็เบิกบานยิ่งนักเมื่อรู้ว่าคนที่เคยรักหวนกลับมา แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าลูกสาวรู้แล้วจะรับเรื่องราวผิดพลาดของแม่ในอดีตแบบนี้ไม่ได้ ทำให้ลูกสาวสุดดวงใจของเธอเสียใจ และในที่สุดการก้าวเดินสู่ประตูวิวาห์ของลูกสาวอาจล้มเลิกกลางคัน

แต่เพื่อนสนิทผู้แสนเก๋าและก๋ากั่น 2 คน (มีคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนเราเห็นหน้าแล้วนึกถึง เจ้ากอแก้ว ผสม Elton John ยังไงก็ไม่รู้ ดูใบหน้าออกจะละม้ายคล้าย ๆ กัน) ของ Donna ที่ได้รับเชิญมางาน ก็ปลอบใจเธอประมาณที่เราตีความเอาเองว่า

ถึงเธอจะผ่านเรื่องร้าย ๆ มา ผิดหวัง ระทมทุกข์ และตอนนี้เธออาจจะยังคงมีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ทั้งภาระการงานและครอบครัวอันหนักอึ้งบนสองบ่า อีกทั้งปัญหาที่ประดังเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่…

แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีความสุขไม่ได้นะ จงอย่าปิดกั้นมัน เมื่อมันเดินทางมาเยือน (หรือแม้มันอาจไม่มาเยือนก็ตาม) เธอมีสิทธิ์ตรงนั้น และเธอก็ได้รับสิทธิ์นั้น จงคว้ามันไว้ เธอก็ยังร้องเพลงได้ เธอเต้นระบำได้ เธอยังมีความสุขในชีวิต เธอไม่ได้ถูกสาปให้จมปลักอยู่ในความทุกข์ไปตลอดซะหน่อย และ…. เธอก็มีความรัก (ครั้งใหม่) ได้ไม่ต่างจากใคร จงเปิดรับมันเถอะ

ฉากที่ร้องเพลง Dancing Queen จะมีตัวประกอบเยอะแยะมากมายที่รับบทเป็นเหล่าแม่บ้านประจำโรงแรมต่างพากัน สลัดผ้ากันเปื้อนทิ้ง วางกระทะ ทัพพี ตะหลิว อุปกรณ์การครัว อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายแหล่ ออกมาร้องเพลงและเต้นไปตามจังหวะเพลงพร้อมเพรียงกันอยากมีความสุขสนุกสนาน

เหมือนจะบอกกับเราว่า แม้ว่าคุณผู้หญิงที่เหนื่อยหนักอยู่หน้าเตาไฟ ตระเตรียมอาหารในห้องครัว หมกมุ่นอยู่กับการเช็ดล้างกวาดถูทำความสะอาด อาบเหงื่อตากน้ำอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวัน แต่ก็ใช่ว่า คุณจะสนุกกับชีวิตไม่ได้นะ คุณยังร้องเพลงได้ เต้นรำได้ มีความสุขกับชีวิตเท่าที่พึงจะคว้าได้ไม่ต่างจากใคร

ในยามที่บ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจุดเปลี่ยนผ่าน และพวกเราหลายคนในฐานะของประชาชนของประเทศนี้ ต่างก็วิตกกังวลไม่แพ้กัน ถึงความเป็นไปต่าง ๆ นานา ว่าเมื่อเปลี่ยนไปแล้ว มันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่

แต่… ใช่ว่าเราจะหาความสุข หรือหาด้านที่ดีให้กับชีวิต หรือมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไม่ได้เอาเสียเลย และ Mama Mia ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในยามนี้ ในการแสวงหาความสุข ความเบิกบานใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหลบลี้หนีบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง

อย่างน้อยดูหนังเรื่องนี้จบ ถ้าคุณไม่ได้ยิ้มให้คนข้าง ๆ หรือไม่มีคนที่บ้านให้ยิ้มด้วย เพียงแค่ได้ยิ้มคนเดียวให้กับตัวก็ยังดี (ถ้าไม่กลัวใครจะมองว่าบ้า 55) ใช่ไหม…   :)

ปล. หนังเรื่องนี้เพลงเพราะ ๆ เก่า ๆ ยุคดิสโก้ คุ้นหูเยอะเลย (แม้เราจะเกิดไม่ทันฟังก็ตาม อิอิ) ไม่ว่าจะเป็น Honey Honey หรือ Money Money และอีกหลายเพลงมากมาย บางเพลงชวนให้ลุกขึ้นมาแดนซ์ในโรง แต่ยังมิกล้า ได้แต่กระทืบเท้า เอ๊ย… กระดิกเท้าตามจังหวะ :D

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Sep 14

เมื่อ วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเยือนแดนปลาดิบ แดนซากุระ หรือแดนอาทิตย์อุทัย ตามแต่ใครจะนิยมเรียก ที่นั่นก็คือ แดนญี่ปุ่น นั่นเอง โดยมีไกด์สาวแสนสวยอาสาพาไปเที่ยว ที่สำคัญคือ เน้นเรื่องกินเป็นพิเศษ

ได้ไปทั้งทีก็เลยถือโอกาสเก็บรูปร้านรวงแถวที่ไปเดินเที่ยวมาฝากกัน ทั้งร้านแว่นตา ร้านอาหารญี่ปุ่น

บ่าย ๆ ระหว่างเดินเล่น ก็แวะตามร้านอาหาร เปิดดูเมนูที่วางอยู่เรียงรายอยู่หน้าร้าน แล้วท้องก็เริ่มร้อง เกิดอาการหิวขึ้นทันใด ทั้ง ๆ ที่ก่อนมาก็บอกไกด์สาวไปแล้วว่าทานมื้อเที่ยงมาเรียบร้อยแล้ว แต่พอไกด์สาวรู้ว่าเราหิว อยากกินขึ้นมาอีก เธอถึงกับผงะ (แบบเก็บอาการ) เล็กน้อย ในใจเธอคงคิดว่า และแล้วเธอก็ได้เจอปอบจากเมืองไทยที่ร่ำลือกันมานาน อยู่ตรงหน้าเธอวันนี้นี่เอง

เราสองคนก็เลยเข้าไปสั่งอาหารกิน เป็นอาหารจานเดียวคนละหนึ่งอย่าง เรากินข้าวกุ้งเทมปุระ ส่วนไกด์สาวโซ้ยหมี่เย็น เธอให้เราลองชิมหมี่เย็น รสชาติอร่อยมากกก จนคิดว่าต้องกลับมากินหมี่เย็นที่นี่อีกให้ได้ ไฮ้!!!…..

เสียดายที่ถ่ายรูปอาหารไว้ไม่ทัน เพราะพออาหารมาเสิร์ฟ เราทั้งสองก็จัดการอาหารตรงหน้าทันที แบบไม่ยั้งคิดว่าควรจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้

หลังจากนั้น ก็เดินเล่นต่อไปเจอร้านเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น ชื่อร้าน “คัสตาร์ด นากามูระ”

ขอบอกว่าต้องถูกใจสาว ๆ ที่รักการกินเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะจะมีแต่ขนมเบเกอรี่หน้าตาน่าทาน หลากหลายสารพันชนิด ชวนให้เพลิดเพลินไปกับการเดินเลือกขนมอย่างมีความสุขยิ่งนัก

เราซื้อขนมติดมือกลับบ้านไป 3 อย่าง ที่ไม่พลาดคือ คัสตาร์ด (รสส้ม) เพราะเป็นของโปรดมาแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างเป็นขนมที่เห็นในภาพข้างล่าง (รูปบน เสียดายที่ใช้แฟลชถ่าย เลยดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่) จำชื่อไม่ได้แล้ว เหมือนเป็นแป้งช็อคโกแล็ต โรยงา เนื้อข้างในมีลูกเกดสอดแทรกเป็นระยะ ๆ (ใช้คำแปลกจังนิ ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี 55)

กินแล้วทำให้นึกถึงขนมถ้วยฟูสีน้ำตาล อ่อน ๆ ของจีน ที่เคยกินแถวบ้านตอนเด็ก ๆ เนื้อแป้งหยุ่น ๆ คล้าย ๆ กัน เพียงแต่อันนี้เป็นรสช็อตโกแลต ส่วนขนมอย่างที่สามที่ซื้อจำไม่ได้แล้วว่าเรียกอะไร

จะสังเกตเห็นว่ามีป้ายบอกชื่อขนมและราคาเป็นภาษาไทย เพราะลูกค้าคนไทยของที่นี่เยอะมาก :D

จบจากร้านเบเกอรี่ เราสองคนก็ไปทานเค้กอร่อย ๆ กันต่อที่ โตเกียวทาวเวอร์ ฝั่งตรงข้าม :D เดิน หาร้านเค้กที่เหมาะอยู่นานพอควรกว่าจะลงตัว ระหว่างที่เดินหาร้านเค้กนั้น ก็ลองชิมขนมไหว้พระจันทร์ของโรงแรมโอเรียลเต็ล ที่เค้าตั้งไว้ให้ทดลองชิม

เราก็ชิมไป ถามไป ว่าขนมราคากล่องละเท่าไหร่ กล่องละกี่ลูก ที่อยากรู้ เพราะความหลังฝังใจจากคนข้างบ้าน คนข้างบ้านที่หาดใหญ่เป็นร้านทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีชื่อมากที่สุดใน หาดใหญ่ ปีหนึ่ง ๆ ขายขนมไหว้พระจันทร์ครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งปี ทั้งครอบครัว เจ้าของร้านตอนนี้อายุเก้าสิบกว่าปีแล้ว (ว่าแล้ว คงต้องให้ที่บ้านส่งมาให้กินซะหน่อย อิอิ)

ในที่สุดก็มาลงตัวที่ร้าน คาเฟ่ เดอ ตู ก็กินเค้กกันไปคนละก้อน รูปบนเป็น “แครอทเค้ก” ของเราเอง มีรอยแหว่งไปนิดนึง ส่วนรูปล่างเป็น “เค้กส้ม” ของไกด์สาวที่นั่งแอบเอียงตัวอยู่ในรูปล่างขวามือ ซึ่งจะสังเกตเห็นลายเสื้อกิโมโนของเธอแว้บ ๆ :) ติ นิดนึงคือ ชามะนาวของร้านหวานมากไปหน่อย จนเราต้องหาน้ำเปล่ามาเติม ไม่ชอบอะไรที่หวานมาก ๆ นะเคอะ (แหวะๆ ใครจะมาหวานกะแก เสียงกระซิบจากไกด์สาว 55)

จากเวลาประมาณสี่โมงเย็นจนถึงทุ่มครึ่ง กินไปเม้าท์ไป เม้าท์ไปได้ยัง  เม้าท์จนเราหน้ามืด หน้ามึน เมาข้อมูลตึ๊บ ๆ กลับมาบ้านส่องกระจกสังเกตเห็นใต้ตาบวมเขียวเชียว คงเพราะใช้เวลาในการกินไปคุยไปนานจนเกินไปจนทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นหลอดเลือดใต้ตาไม่ทัน (จากคำวินิฉัยของแพทย์ประจำตัว)

สุดท้ายก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อท้องอิ่ม สติสตังคืน ความทรงจำต่าง ๆ ก็ถอยกลับมาที่จุดเริ่มต้น ก่อนจะเหยียบแดนอาทิตย์อุทัย และแล้วก็เรารู้ตัวเองว่า แดนปลาดิบที่มาเดินกันครึ่งวันนั้น อยู่ในซอยตรงข้ามห้างดิ เอ็มโพเรี่ยม ณ บางกอก บ้านเราที่เป็น Little Japan ในเมืองกรุงนี่เอง

แหม… ก็บรรยากาศมันญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นยังกับได้ไปเหยียบมาจริง ๆ นี่นา

และสุดท้ายของสุดท้าย ไกด์สาวชาวญี่ปุ่นเธอก็ยอมเปิดเผยโฉมหน้าตัวเอง
โดยให้ถ่ายรูปติดมือกลับมาหนึ่งใบ…. นี่ไงงงงงง

V
V
V

ปล. ไอเดียในการเขียนเรื่อง ได้จากไกด์สาวคนนี้นี่เอง “โดะโมะ อาริงาโตะ โกะไซมัส ขอบคุณหลาย ๆ นะคะ”

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Sep 02

พวกเราคงจะปฏิเสธกันไม่ได้แล้วว่า ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ต มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเรา ๆ กันมากเพียงไร

เชื่อว่าอย่างน้อย เพื่อนๆ ที่เข้ามาเขียน หรืออ่านบล็อกในที่นี้ คงต้องใช้เวลาในชีวิตประจำวันไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ กับการใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเพื่อค้นหาข้อมูลในการทำงาน เพื่อความสนุกสนานบันเทิง (เช่น ดูภาพสวย ๆ ฟังเพลง อ่านบทความ อ่านข่าว) พูดคุย สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ระบายความรู้สึกต่าง ๆ นานา ผ่านเว็บบอร์ด บล็อก หรือโปรแกรมประเภท Instant Message เช่น msn, google talk, skype ฯลฯ

หรือแม้กระทั่งสร้างชุมชนย่อยใหม่ ๆ ขึ้นมาในโลกโซเบอร์ โลกใบที่สอง ที่ในโลกแห่งความจริงบางครั้งเราไม่มีพื้นที่ให้พูด ระบาย หรือแสดงความรู้สึกได้ โลกที่ทำให้เราแสวงหาคนที่มีทัศนะ หรือความสนใจคล้ายคลึงกับเราได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องระยะทาง หรือเวลา

ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย บางครั้ง บางหน โลกไซเบอร์อาจนำมาสู่เปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิถีชีวิต แบบแผน พฤติกรรมเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับสังคม หรืออาจเปลี่ยนโลกทั้งใบไปเลยก็เป็นได้

ในฐานะที่ชีวิตประจำวันของตัวเราเองกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ณ ตอนนี้ ต้องทั้งทำงานและเสพความบันเทิงในโลกของอินเตอร์เน็ต แม้ว่าในบางครั้งก็ออกจะเกิดอาการเอียนกับวิถีชีวิตซ้ำ ๆ แบบนี้ จนถึงขั้นปิดสวิทช์ของชีวิตตัวเองด้านนี้เอาเสียดื้อ ๆ ไปหลายวัน แต่ในที่สุด ไม่รู้เพราะด้วยความจำเป็น ความสะดวก ความเคยชิน หรือเสน่ห์ของโลกอินเตอร์เน็ต ก็ดึงดูดให้เรากลับเข้าในโลกใบนี้อีกจนได้

เราว่ามันเป็นสภาวะหนึ่งของชีวิตตามปกติธรรมดาของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เวลาที่เราจมจ่อกับอะไรมากเกินไป เป็นเวลานาน ๆ เมื่อถึงจังหวะหนึ่ง จะรู้สึกเหมือนร่างกายหรือความรู้สึกของเราเองแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน เพื่อบอก เพื่อเตือนว่ามันเกินขีดจำกัดที่จะรับได้แล้ว

และเมื่อถึงตอนนี้ เราเรียกว่าภาวะถึงเวลา ปรับสมดุลชีวิต ซึ่งเราต้องหันไปทำอะไรในสิ่งที่ตรงข้าม ที่ทำให้หลุดภาวะอันเอียนอนตรงนั้น เช่น ไปเดินเล่น ทำอาหาร ทำงานบ้าน ออกกำลังกาย ดูหนัง อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรืออะไรที่ไม่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมฯ หรือแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะใช้วิธีแบบไหน อย่างไร

แต่จะอย่างไร มันก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะปฏิเสธหรือวิ่งหนีโลกแห่งเทคโนโลยี ไม่แตะต้องมันเสียเลย

(แต่ถึงยุคสมัยนี้ เราเองก็ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่า ถ้าให้ชั่งน้ำหนักระหว่างโลกไซเบอร์ที่รุกล้ำพื้นที่ชีวิตเรามากขึ้นทุกวัน กับ โลกแบบเดิม ๆ ที่ไม่มี(หรือไม่เคยมี) อินเตอร์เน็ต อันไหน “เป็นโลกที่จริงกว่ากัน ฟังดูเหมือนหนังเรื่อง Matrix ยังไงไม่รู้นะ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

หลายคน… ไม่เชื่อความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ ไม่เชื่อในตัวอักษรที่ผ่านหน้าจอคอมฯ จากใครไม่รู้ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันจริง ๆ

หลายคน… ก็กลับเชื่อมต่อความสัมพันธ์ในในโลกแบบนี้ให้ติดได้ จนต่อยอด สานสัมพันธ์ออกมาสู่ในโลกแห่งความจริง

สงสัยว่าโลกของเราแบบ Matrix คงจะมาเยือนเราในไม่ช้านี้ โลกที่เราแยกไม่ออกว่าอันไหนคือความจริง อันไหนไม่จริง ซึ่งเน้นย้ำว่า มันคนละประเด็น คนละเรื่อง กับ การโกหก หลอกลวง หรือการปิดบังอำพราง)

แต่อยู่ที่วิธีการรู้จักปรับสมดุลในชีวิต ทำอย่างไรให้ ไม่ซ้ายหรือขวาเกินไป ไม่สนุกหรือเครียดจนเกินไป ไม่อยู่ลำพังหรือพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความจำเป็น ความต้องการในชีวิต แต่อย่าให้เทคโนลียีมาบงการชีวิตและวิญญาณของเราไปเสียทุกอย่าง

พูดง่าย ๆ คือ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ แต่อย่าตกเป็นเครื่องมือของเทคโนโลยี เพราะกลัวเหลือเกินว่า จะเหมือนในหนังเรื่อง 2010 Odyssey Two (ยังไม่เคยดู แต่ได้อ่านบทวิเคราะห์วิจารณ์ เมื่อนานมาแล้ว) ที่คอมพิวเตอร์มันพัฒนาสมองกลของตัวเองจนถึงขั้นคิด ฆ่าคน ผู้เป็นคนประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมาเองได้

ในทำนองเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง เราเคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความกว้าหน้าของเทคโนโลยี “มือถือ ไว้ที่เว็บบล็อกแห่งหนึ่งว่า

ก็แค่นั้นเอง…….

แต่ช่างทำได้ยากเสียนี่กระไร…….

ใช่ไหม………. ฮา….

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

Aug 26

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งนัดกันไว้นานแล้ว ว่าจะไปกินพิซซ่ากัน เพราะมีใครบางคนอยากกินพิซซ่า

หลังจากใช้เวลาเลือกร้านกันหน้าเว็บบอร์ดของ suki forum อยู่นาน
(ซึ่งเป็นเรื่องปกติของที่นี่ไปแล้ว ว่าจะเลือกสถานที่กินได้ ต้องใช้หลักประชาธิปไตยลงมติโหวตกันร่วมเดือน)

ในที่สุดเราก็ไปกันที่ร้าน “เกาะลันตา พิซเซอเรีย” อยู่ในซอยหลังวัดชนะสงคราม ใกล้ละแวกถนนข้าวสาร จากชื่อเราตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมาจากเกาะลันตา

แต่ น้องโอ้เอ้ หนึ่งในสมาชิกที่ไปด้วยกันบอกว่า น่าจะมาจาก พิซซ่าลันเตา เป็นพิซซ่าที่ทำจากเกาะที่ปลูกถั่วลันเตากันเยอะ แต่ต่อมาเรียกเพี้ยนกันไป จากเกาะลันเตา กลายเป็นเกาะลันตา พิซซ่าก็เลยกลายเป็น พิซซ่าลันตา(ซะงั้น.. นึกในใจ ดิฉันอยากจะส่ายหัว กับจินตนาของน้อง แต่มิกล้าเทียบกำลังกับน้อง หุหุ)

ต้องบอกว่า รสชาติอร่อยมาก (เอ่ยปากชม หลายจากนั่งมาร่วมชั่วโมง เพราะมัวแต่กินๆๆๆ)
เป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบ หน้าพิซซ่าก็หนาดีใช้ได้
พิซซ่า 2 ถาด ดิฉันฟาดไป 4 ชิ้น แบบเจียมเนื้อเจียมตัว (สงสัยใครเข้ามาอ่านเอ็นทรี่นี้ คงไม่กล้าชวนข้าพเจ้าไปกินที่ไหนแหง ๆ 555)

สองภาพที่นำมาลงนี้เป็นฝีมือการถ่ายภาพของ น้องโอ้เอ้ น้องเป็นคนที่ถ่ายภาพออกมาได้สวยมาก ๆ เคยเห็นฝีมือน้องโอ้เอ้มาหลายครั้งแล้ว แต่เซ็ตพิซซ่าวันนี้เก็บภาพมาได้น้อย น้องเค้าบอกว่าแสงมันไม่พอ ภาพก็เลยออกมาไม่ดี เบลอ ๆ เป็นส่วนใหญ่

หลังจากอิ่มหมีพีมัน มากันถึงถนนข้าวสารแล้ว จะไม่ไปเหยียบเยือน ก็กระไรอยู่ ก็เลยพากันไปเดินเล่น ถือโอกาสย่อยไปในตัว ช็อปปิ้งกันไปคนละเล็กละน้อย เสื้อคนละตัวสองตัว

ยกเว้นเจ้าของเว็บ “ยอด บารมี” คว้าเสือยืดมา 4 -5 ตัว อ้างว่าไม่ค่อยมีเสื้อใส่ (ได้ข่าวว่าที่บ้านมีแต่ตัวขาด ๆ วิ่น ๆ ย้วย ๆ 
:D) มาทั้งทีก็ขอเหมาสักหน่อยให้คุ้มกับที่มาสักหน่อย

เอาหละ ขอจบ Eating Diary ดื้อ ๆ แบบนี้เลยก็แล้วกัน เพราะดิฉันเริ่มหิวอีกแล้ว >”<

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags:

Aug 12

หมอนที่เห็นในภาพใบนี้ ไม่ได้ปักลวดลายรูปพระจันทร์ ตะวัน สัตว์เลี้ยง หรือน้ำใจ (แบบในเพลงประกอบเอ็นทรี่) เพราะเจ้าตัวฝีมือยังไม่ถึงขั้น ที่เห็นนั้นปักลวดลายรูปหัวใจ เป็นงานครอสติชอีกชิ้นที่ปักเกือบจะสำเร็จ ปักค้างไว้นานระยะหนึ่งแล้ว จำได้ว่าตั้งใจจะปักให้ใครสักคน แต่จำไม่ได้แล้วว่าจะปักให้ใคร (เพราะ list รายนามยาวเป็นหางว่าว แล้วก็ไม่เคยปักสำเร็จ จนให้ใครได้สักคน 555)

และที่แน่ ๆ คือ ต้องสารภาพอย่างสำนึกผิดว่า ตนเองช่างเป็นลูกสาวที่ ไม่น่ารัก เอาเสียเลย (จะเรียกว่าน่าชัง ก็ยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง) ที่ยังไม่เคยคิดปักงานครอสติชให้แม่เลย ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง (ว่าแล้วก็เอาหัวโขกฝาบ้านสามครั้ง พอให้เลือดชุ่ม)

ส่วนตรงกลางหมอนที่เป็นลวดลายปักนั้น เป็นฝีมือของเราเอง ซึ่งยังปักภาพไม่ครบ รู้สึกว่าที่จริงด้านซ้ายมือจะมีรูปหัวใจเล็ก ๆ อีกดวงหนึ่ง

ส่วนขอบลายสก๊อตสีเขียวเข้ม ที่เย็บเพิ่มออกมาจากขอบสี่ด้าน แล้วเอาประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง จนเป็นหมอนนั้นเป็นฝีมือของหม่าม๊าของข้าพเจ้าเอง

หมอนใบนี้ก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่างแบบนี้ได้ เหตุเกิดเมื่อราว 2 เดือนที่แล้ว เราบอกกับแม่ว่า จะไปหาซื้อหมอนอิงสักใบ เอาไว้รองหลังเวลานั่งทำงานหน้าคอมฯ เพราะอันเก่ามันถูกใช้งานจนฟีบแบนไปหมดแล้ว กลัวว่าจะเกิดอาการเจ็บหลังจนกล้ามเนื้ออักเสบเหมือนปีที่แล้วอีก

ด้วยนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ของหม่าม๊าที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร เพราะครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้เป็นครอบครัวที่มีอันจะกินมากมายอะไรนัก บวกกับฝีมือการตัดเย็บที่พอมีอยู่ (ตอนเด็กมาก ๆ แม่ตัดชุดกระโปรงให้ใส่วันปีใหม่ หรือตรุษจีนอยู่บ่อย ๆ เว้นว่าปีไหนที่ม๊างานยุ่งมาก ก็พาไปซื้อสำเร็จรูปตามร้าน)

ม๊าก็เลยบอกว่า ไปซื้อทำไมให้เปลืองเงิน เดี๋ยวม๊าทำหมอนอิงให้เอง จะเอาผ้าครอสติชที่เคยปักค้างไว้ของเรา (เมื่อปีมะโว้ ปีมะแว้นู่น) มาทำเป็นลายตรงกลาง แล้วซื้อผ้าอีกเล็กน้อยมาเย็บขอบประกอบเป็นหมอนเพิ่ม

เราก็เลยบอกว่าไม่ต้องเย็บหมอนเองหรอกเสียเวลา ไปซื้อปุ๊บก็เอามาใช้ได้ทันทีเลย ไม่อยากรอแล้ว ว่าแล้วม๊าก็บ่นๆๆๆๆๆๆ เรื่องเปลืองเงิน จนเราต้องยอมแพ้ :D

กว่าได้จะได้หมอนใบนี้มา ใช้เวลาเกือบสามอาทิตย์กว่าจะสำเร็จออกมา ถ้าเราออกเงินไปซื้อเอง ก็คงมีหมอนใช้นานแล้ว แต่ที่ยอมรอได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ราคาค่างวด หรือความสะดวกรวดเร็วทันใจ

แต่เพราะคุณค่าทางจิตใจของแม่ที่ถ่ายทอดออกมาระหว่างการเย็บหมอนใบนี้ในทุกขั้นตอนนั้นต่างหาก ทุกกระบวนการตั้งแต่การวัดขนาด เลือกเนื้อ สี และลายผ้า ตัดผ้า เย็บขอบ ประกอบแต่ละมุม แต่ละด้าน ทุกอย่างล้วนใช้เวลา และ ความใส่ใจ ความตั้งใจ ของแม่ (หรือหม่าม๊าของเรา)

มันจึงไม่ใช่หมอนธรรมดาที่หาซื้อได้ทั่วไป มันเป็นหมอนพิเศษใบเดียวเท่านั้น ที่เราบอกให้ที่บ้านส่งมาให้เราในการเดินทางมาพักอยู่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ด้วย

มันเป็นหมอนวิเศษ นอกจากใช้หนุนนอนเวลานอนเล่น เวลาอ่านหนังสือ ยังทำให้เราอุ่นใจ สบายใจ และหายเศร้าได้ ในเวลาที่เราอาจเหนื่อยล้า หดหู่ ท้อแท้ใจกับบางเรื่อง ที่สำคัญคือ มันทำให้เราหลับสนิท และฝันดีได้ในทุกค่ำคืน และตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดใสสบายใจทุกเช้า อย่างไม่น่าเชื่อ…

(ไม่อยากเขียนมากกว่านี้แล้ว เดี๋ยวเพื่อน ๆ ผู้อ่านจะพากันซาบซึ้งตรึงใจ น้ำตาไหลพรากกันไปใหญ่ ปกติเราไม่ถนัดเขียนอะไรทำนองนี้เสียด้วย :D)

อยากมีหมอน
ประภาส ชลศรานนท์ ประพันธ์
วงเฉลียง ศิลปิน

อยากมีหมอน อยากมีหมอน อยากมีหมอน ไว้นอนเล่น
เผื่อกลับมาเวลาเย็น จะได้เล่น เกมง่วงนอน

หากมีหมอน ก่อนนอนหนุน ก่อนนอนหนุนดูนุ่นก่อน
นุ่นที่หนานั้นน่านอน จะผ่อนคลาย แต่จะให้ดี
ต้องมีสี ต้องมีสัน ปักลวดลาย
รูปพระจันทร์ รูปตะวัน รูปสัตว์เลี้ยง รูปมนุษย์ รูปน้ำใจ

แหละชีวิต ต้องผิดหวัง ต้องผิดหวังพลั้งไปได้
อาจสมหวังได้ดังใจ ทุกสิ่งไปไม่แน่นอน

แหละชีวิต ต้องผิดหวัง ต้องผิดหวังพลั้งไปได้
อาจสมหวังได้ดังใจ ทุกสิ่งไปไม่แน่นอน

หยุดชีวิต ที่ผิดหวัง ที่ผิดหวังยั้งไว้ก่อน
เหนื่อยมันนักพักลงนอน อยากมีหมอน
อยากนอนหนุนนุ่นที่หนา…

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , , ,