เมื่อวานนี้ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หัวข้อที่ไปพูดก็คือ “TV Online นวัตกรรมใหม่เพื่อคนไทยยุคไฮเทค” มีนักศึกษามาฟังร่วม 80 คนได้ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก Internet TV มากนัก และสับสนระหว่าง TV Online กับ Internet TV อีกด้วย
ไม่แปลกที่นักศึกษาสับสน เพราะแรกๆ ผมก็สับสนเหมือนกัน เพิ่งมาเข้าใจตอนมาทำ Suki Flix นี่แหละ ว่าที่จริงแล้วก็คือคำๆ เดียวกัน เพียงแต่ต่างกันตรงเนื้อหานั่นเอง
ผมบอกนักศึกษาในตอนเริ่มต้นสัมมนาว่า จริงๆ ที่มาพูดวันนี้เป็นเรื่องอินเทอร์เน็ตทีวีมากกว่า เป็นศัพท์ที่พัฒนามาจากคำว่าทีวีออนไลน์ เนื่องจากสมัยก่อน (พูดยังกับนานนักหนา) ทีวีออนไลน์จะเป็นการนำรายการทีวีมาฉายซ้ำในโลกออนไลน์ ไม่มีการคิดเนื้อหาใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอ เรียกง่ายๆ ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเสริมของสื่อหลักอย่างทีวีมากกว่า
แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ทำให้คนสามารถผลิต คิดค้น และชมรายการทีวีบนอินเทอร์เน็ตที่ง่ายดาย และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงมีคนชอบลองของอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ สร้างสรรค์งานผ่านช่องทางใหม่ ที่เรียกว่า New Media นี้มากขึ้นไปด้วย
ผมเคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเมื่อปีที่แล้ว ต้องบอกว่าบรรยากาศการฟังสัมมนาและการเรียนรู้ของนักศึกษาที่นั่น แตกต่างจากนักศึกษาของ ม.กรุงเทพ หลายประการพอสมควร
ที่เห็นได้ชัดคือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสัมมนา นั่นประการแรก
อีกประการหนึ่งคือความสนใจหรือใส่ใจในงานสัมมนาเอง
สองประการนี้อาจเกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง เพราะถ้านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่สัมมนา ก็จะมีความสนใจในสิ่งที่วิทยากรบรรยาย
นักศึกษาที่ราชภัฏนครปฐม นั่งฟังและจดคำบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจตลอด 3 ชั่วโมงที่บรรยาย และเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม นักศึกษาเกือบครึ่งห้อง (จำนวนที่นั่งฟังทั้งหมดพอๆ กับนักศึกษา ม.กรุงเทพ) แย่งกันซักถามราวกับ ส.ส.ยกมืออภิปรายนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยาย นักศึกษาและอาจารย์ยังขอไฟล์ presentation จากผมไปศีกษาต่ออีกด้วย
ขณะที่เมื่อวานนี้ที่ ม.กรุงเทพ ผมใช้เวลาบรรยายเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด นักศึกษาหลังห้องนั่งคุยกันเป็นพักๆ ส่วนคนที่นั่งหน้าห้องตั้งใจฟังพอสมควร ผมต้องแก้เกมด้วยการเปิดคลิปวีดีโอฮาๆ แปลกๆ ให้ดู ซึ่งก็สามารถดึงความสนใจของนักศึกษากลับมาสู่เนื้อหาได้พอสมควร เมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือถามแม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่คนเดียวในจำนวน 80 คน มีอาจารย์คนเดียวเท่านั้นที่ถาม
พิธีกรต้องแก้ปัญหาด้ัวยการให้ผมถามคำถามนักศึกษา แล้วแจกรางวัลล่อ ปรากฏว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นตอบเพียงคนเดียว แม้นักศึกษาคนนี้จะตอบไม่ถูกต้องชัดเจนนัก แต่ผมดูท่าแล้วไม่น่าจะมีคนอื่นยกมือตอบอีก ก็เลยยกประโยชน์ให้จำเลย ให้รางวัลไปอย่างไม่มีคู่แข่ง และเมื่อปิดการสัมมนา นักศึกษาสลายตัวรวดเร็วกว่าม็อบโดนสลายการชุมนุมด้วยซ้ำ
ที่ผมเ่ล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการตัดสินนักศึกษาระหว่าง 2 สถาบันนี้ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงอุปสรรคของการบรรยายสิ่งแปลกใหม่ในความคิดของเยาวชน ซึ่งตัววิทยากรเองคงต้องปรับกลยุทธ์การสัมมนาให้เ้ข้ากับพฤติกรรมของนักศึกษาแต่ละสถาบัน ก็จะทำให้สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พูดเข้ากับความสนใจของนักศึกษาได้
ไม่อย่างนั้นพูดไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด
แต่ผมก็ต้องชมทีมงานนักศึกษาที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ เพราะมีความพยายามมากที่จะให้งานออกมาดี มีการเตรียมการที่เป็นขั้นตอนดีมากครับ ดีกว่างานอีเวนต์ของบริษัทใหญ่ๆ บางบริษัทด้วยซ้ำ อย่างเช่นนักศึกษาจะส่งระเบียบพิธีการ ประเด็นที่จะให้บรรยาย ฯลฯ ให้ผมล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์ และโทรศัพท์คุยกันเป็นระยะๆ ขณะที่บางงานที่ผมเคยไปรับเชิญจากบางบริษัท กลับไม่มีการสื่อสารที่ครบถ้วนแบบนี้ อันนี้ต้องขอชมครับ
วันนี้ผมมีรูปมาให้ดูแค่ 2 รูป เชื่อว่าประมาณปลายเดือน ทีมผู้จัดงานจะส่งรูปที่เหลือ และคลิปวีดีโอบรรยากาศในงานสัมมนามาให้ ซึ่งผมจะโพสต์ให้ชมกันต่อไปครับ
Sphere: Related Content





มาทักคนล่าสุด