Jan 03

เมื่อคืนนี้ได้รับ sms อวยพรปีใหม่จากเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่ง ก็เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยมีเรื่องราวที่เขียนบล็อกถึงเพื่อนคนนี้อยู่ เกิดอารมณ์ย้อนอดีตวัยเยาว์ nostalgia ขึ้นมาตะหงิด ๆ ก็เลยเอามาลงบล็อกเพื่อรำลึกนึกถึง (มัน) อีกครั้ง :D

———————————————————-
หมายเหตุ  ขออนุญาตใช้คำว่า ไอ กับเพื่อน เพราะถ้าไม่ใส่ทำให้รู้สึกห่างเหิน เหมือนไม่ได้พูดถึงเพื่อนคนนี้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้มีเจตนาหยาบคาย หวังว่าคงเข้าใจเนอะ :)  

เย็นวันนี้ ระหว่างกำลังอยู่ในกระบวนการเมตาโบลิซึ่มด้วยการล้างห้องน้ำ (ประจำสัปดาห์) เพื่อเป็นการชดเชยกับการที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายมาหลายวัน (จนแทบจะเป็นงูเหลือมนอนอืด)ในระยะนี้

ด้วยความเพลิดเพลิน ขณะกำลังขัดโถส้วม สมองมันก็สั่งการย้อนระลึกนึกถึงความหลังครั้งวัยเรียน  นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งวีรกรรม (เล็ก ๆ) ของเพื่อนคนนี้ทำให้เราอดอมยิ้ม และขำอยู่คนเดียวทุกทีที่นึกถึง 

เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชื่อ ไอคุ เป็นคนหน้าตาดี ผิวขาว ปากแดง แก้มใส (จนจะเกินหน้าผู้หญิงอยู่แล้ว)  ผมสีน้ำตาลแดง ยาวประบ่า ดูคล้ายลูกครึ่งฝรั่ง แต่มันบอกว่ามันเป็นตี๋แท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

ก่อนมาเรียนที่นี่ ไอคุ จบมาจาก ACC หรือ อัสสัมชัญพาณิชย์ (ไอคุ มีเพื่อนคู่หูคู่ดูโอตัวแทบจะติดกันตลอดเวลามาจากที่เดียวกันชื่อ ไอสัน) แต่อันที่จริงเด็ก ACC ที่มาเรียนในกรุ๊ปเรียนเดียวกับเรา (สมัยนั้นเรียนกรุ๊ป A2) ก็ยกแก๊งมา อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเยอะพอสมควร
ก็มีแต่ ไอคุ กับ ไอสัน นี่แหละที่พอเรียนไปได้สักระยะหนึ่งก็แตกหน่อแตกกลุ่มก๊วนเดิม มาอยู่กับก๊วนแหล่งรวมเด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรา ไม่ว่าจะ ติวข้อสอบ ทำงานกลุ่ม ไปห้องสมุด ไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนัง ฯลฯ กันทั้งก๊วนด้วยกันบ่อย ๆ  สาเหตุหนึ่งที่มาร่วมก๊วนเดียวกัน (เท่าที่พอจะจำได้) คือ ไอสันสนใจหญิงสาวน่ารักคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนพวกเรา แต่ให้พวกเราช่วยกันเป็นแม่สื่อชักนำให้มีโอกาสได้รู้จักกัน (เพราะสันมันปอด ไม่กล้าจีบเอง 555)  

วันหนึ่งในระหว่างคาบเรียนวิชาหนึ่ง เพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มของเรา ได้กลิ่นแปลก ๆ ตุ ๆ ลอยมาจากหลังห้อง และกลิ่นนั้นเริ่มกระจายวงกว้างตลบอบอวลไปทั้งห้องเรียน (ที่ติดเครื่องปรับอากาศ) ทุกคนในชั้นเรียนต่างมองหน้า มองหลัง ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก เหมือนมีแววสงสัยในดวงตา แต่ไร้คำตอบ 

มันเป็นกลิ่นของผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนชอบจะชอบมาก คนเกลียดก็จะรังเกียจสุด ๆ นั่นคือ ทุเรียน แต่.. มันกลับไม่ใช่กลิ่นทุเรียนสด ๆ ที่เพิ่งแกะออกจากพู มันคือ กลิ่นทุเรียนในแบบที่ผ่านกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายแล้วปลดปล่อยออกมาสัมผัสอากาศภายนอก ใช่แล้วมันคือกลิ่นผายลมของมนุษย์ 

จนจบคาบเรียน ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยกลิ่นนี้ออกมา แล้วก็ไม่มีใครสงสัยใคร หรือสนใจอะไรกันต่อไปอีกแล้ว 

ในที่สุด ไอคุ ก็มาเฉลยกลิ่นปริศนานั้น ตอนกินข้าวกันหลังเลิกเรียนว่า กลิ่นที่ได้ดมกันถ้วนในห้องเรียนคาบที่ผ่านมานั้น เป็นกลิ่นของมันเอง พอดีเมื่อคืนกินทุเรียนมากไปหน่อย เลยจำต้องปล่อยออกมาแบบที่ยั้งไม่อยู่แล้วจริง ๆ 

เออนะ ไอคุ ไม่ต้องบอกก็ไม่มีใครรู้นิ แถมเลือกจังหวะมาบอกเอาตอนกำลังนั่งกินข้าวกันอีก โค ตะ ระ ทุเรศเลย แถมมันยังหัวเราะเสียยกใหญ่ เหมือนดีใจที่ได้แกล้งคนทีเดียวเป็นหมู่คณะ 

แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ ไอคุ ค่อนข้างจัดอยู่ในจำพวกเด็กอนามัยจัดมากกกก  ขณะที่นั่งเรียนกันอยู่ จู่ ๆ คุ มันก็หายตัวไปจากห้องเรียนแบบไม่บอกไม่กล่าว อีกร่วม
1 ชั่วโมงต่อมา ไอคุก็ปรากฏกายกลับมานั่งที่เดิม ก็ถามต่อว่ามีเรื่องอะไรเหรอ มันก็ตอบมาว่า ตูปวดท้อง กลับไปอึที่บ้านมา 

พวกเราก็ถามว่าหายไปไหนมา มันบอกว่า ขับรถกลับไปบ้านมา (บ้านอยู่แถวอโศก- ดินแดง ส่วน ม.กรุงเทพ ที่นั่งเรียนอยู่ที่กล้วยน้ำไท)

พวกเราก็เหวอกันใหญ่ ว่ามันโอเว่อร์ ปวดท้องอึแค่นี้เข้าห้องน้ำมหาลัยไม่ได้เชียวเหรอ 

มันก็ตอบกลับมาว่า ตูไม่ชินหวะ เวลาปวดหนักต้องเข้าห้องน้ำที่บ้านได้ที่เดียวเท่านั้น 

เออนะ เพื่อนเราคนนี้ (อีกแล้ว) ความสามารถในการสกัดกั้นการขับถ่ายเป็นเยี่ยม หากส่งเข้าประกวดคงได้รางวัลชนะเลิศด้านความอึด ยอมอึที่บ้านอย่างสบายใจ ดีกว่าไปอึที่อื่นไหนให้ไม่สบายตัว 

นี่เป็นเรื่อง ตุ ๆ ของนายคุ ที่เรานึกขึ้นทีไรก็อดขำคนเดียวไม่ได้ทุกที

เจอหน้าไอ คุ ครั้งสุดท้ายที่สนามบินดอนเมือง เมื่อราวสิบปีที่แล้ว วันนั้นพวกเราตื่นตี 3 เพื่อไปส่งมันที่สนามบิน เพราะมันต้องไปเรียนต่อโท IBM ที่อเมริกา เพื่อกลับมาสานต่อกิจการของครอบครัว (เป็นธุรกิจผลิตและรับติดตั้งป้ายบิลบอร์ดต่าง ๆ ที่ติดตามอาคาร รวมถึงวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดนิทรรศการตามงานแสดงต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ) 

คำร่ำลาสุดท้ายสุดซึ้งตรึงใจที่เราฝากบอก คุ ซึ่งจะไปเรียนในนิวเจอร์ซี่ คือ ให้ช่วยดูแล ป๊อด โมเดิร์นด็อกที่อยู่ฝั่งนิวยอร์คให้ด้วยนะ (ตอนนั้นเพื่อน ๆ จะรู้ว่าเราชอบนักร้อง ป๊อด โมเดิร์นด็อกมากกก)  คุ มันบอกว่า โหยย… โค ตะ ระ อิจฉาป๊อดเลยหวะ หมั่นไส้ …. แล้วเราก็ขำกันยกใหญ่ 

ระหว่างที่เรียนอยู่ที่นั่น คุ ก็มีการติดต่อกลับมาหาพวกเราบ้าง และหลังจากที่ คุ เรียนจบกลับมา ก็ยังติดตามข่าวคราวของเพื่อน ๆ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปหลับเรียนจบ มีครั้งหนึ่งที่ที่ คุ โทรศัพท์มาบอกว่าตอนนี้ลงมาทางใต้ มากับแม่ อยู่หาดใหญ่ เพื่อพาแม่มาไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี เราได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ไปเจอหน้าค่าตา  เพราะตอนนั้นตรงกับจังหวะที่เราติดงานด่วนของที่ทำงาน จึงทำให้พลาดโอกาสที่จะเจอเพื่อนคนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย 

ครั้งล่าสุด ก็เพียงแต่เจอกันผ่านเสียงทางโทรศัพท์เท่านั้น ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีลูก เพราะติดปัญหาบางอย่างทางสุขภาพ ประกอบกับล่าสุด คุ เพิ่งผ่าตัดบริเวณกระดูกด้านหลัง น่าจะตรงตรงก้นกบ (ทำไม๊มันต้องมาเกิดอะไรแถว ๆ นี้ประจำเลย 555)  ก็เลยต้องนอนอยู่กับเตียงไปไหนไม่ได้อยู่ร่วมเดือน แถมบอกว่า ตอนนี้อ้วนขึ้นเป็นกองไม่ได้สะโอดสะองเหมือนก่อนแล้ว

เวลาเปลี่ยน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป เพื่อน ๆ ผู้คนรอบตัวก็หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมารู้จัก มาแลกเปลี่ยน มาแบ่งปันประสบการณ์ แต่แปลกและดีจังที่ ความรู้สึกดี ๆ กับเพื่อน กับเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราขำ ๆ ได้คนเดียวยามเมื่อนึกถึง มันยังคงอยู่……

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,