Dec 03

ภาพจาก Nation

หลังจากคดียุบพรรคแล้ว เราจะเห็นพฤติกรรมเดิมๆ ของนักการเมืองไทย
ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากการตัดสินยุบพรรคครั้งที่แล้ว
ส.ส.ต่างก็วิ่งพล่านเตรียมหาพรรคการเมืองใหม่เอาไ้ว้สิงสู่
ขณะที่นักการเมืองที่ติดร่างแหถูกตัดสิทธิ์เล่นการเมือง 5 ปี
ก็เพียรย้ำว่าการตัดสินของศาลไม่เป็นธรรม

บ้างก็แต่งชุดดำ บ้างก็ร้องไ้ห้ บ้างก็เกรี้ยวกราด
โดยไม่แยแสแม้แต่นิดว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น
ได้วางกรอบให้นักการเมืองเดินตามครรลองที่เหมาะสมและโปร่งใส
แต่กลับมองว่า มันทำผิด ฉันไม่เกี่ยว
มันเป็นเรื่องส่วนตัว ทำไมต้องให้ส่วนรวมรับผิดชอบ

หากแต่สำนึกของนักการเมืองไทย มิได้สำเหนียกว่าการเป็นนักการเมืองนั้น
ต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
สิ่งที่ผู้บริหารพรรคปฏิญาณตนว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง
จึงเป็นพันธะสัญญาที่ผูกพันทั้งภายในและภายนอกพรรค
หากผู้บริหารคนหนึ่งคนใดทำผิดจากที่สัญญาไว้
ผู้บริหารอื่นๆ รวมถึงพรรค ในฐานะตัวแทนของประชาชน
จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ร่วมกัน

มิใช่ว่าคนหนึ่งคนใดทำผิด คนที่เหลือก็อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
คนอื่นไม่เกี่ยว พรรคไม่เกี่ยว ไม่ได้
เพราะก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นักการเมืองผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
ย่อมต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว แม้ในทางทฤษฎีก็ตาม
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎเกณฑ์ของพรรคที่ยินดีจะปฏิบัติร่วมกัน
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

ดังนั้น การปัดความรับผิดชอบอย่างที่นักการเมืองไทยเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้
กลายเป็นความภาพเดิมๆ ที่น่ารังเกียจ และบั่นทอนความหวังของสังคมไทยมากขึ้นทุกวัน
การเริ่มคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแทนคนเดิมนั้น
ก็มิได้ตระหนักว่าสาเหตุที่พรรคถูกยุบนั้น เพราะสาเหตุอันใด
กลับต้องการเอาชนะเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการเท่านั้น

ไม่ต่างจากมะเร็งร้าย ที่ยิ่งผ่าตัดหรือใช้ยารักษา ก็มีแต่ยิ่งลุกลามมากขึ้นเท่านั้น
หากการก่อตัวในระยะเริ่มต้น ก็อาจจะหยุดยั้งความป่วยไข้ของสังคมไทยได้ทัน
แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มะเร็งได้ลุกลามไปไกลกว่าระยะเริ่มต้นแล้ว
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งหรือทำลาย เพราะนั่นเป็นการหยุดยั้งระยะสั้น
แต่การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หรือสร้างพื้นฐานของร่างกายให้มั่นคง
จึงจะเป็นทางออกที่ดีทีสุด

ทางออกนั้นคืออะไร สังคมไทยน่าจะรู้ดี

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,

Apr 10

ศัพท์แสงที่นักการเมืองในสมัยนี้ใช้กัน นับว่า hardcore มากขึ้นเรื่อยๆ

“เสพเมถุน”

“ถ่อย”

“หน้าตัวเมีย”

สมัคร สุนทรเวช  “เมื่อคืนคุณไปเสพเมถุนกับใครมา?”

จตุพร พรหมพันธุ์  “ใครจะเป็นคนทำก็ตาม แต่ผมเป็นคนหน้าตัวผู้ ผมไม่ชอบคนหน้าตัวเมียที่นำพฤติกรรมใส่ความผม”

นอกจากภาษาแล้ว กิริยาที่แสดงออกมายังไม่น้อยหน้าไปกว่ากันด้วย

ชกกัน

ถีบกัน

ตกลงสถานที่แถวๆ เขาดินนั้นเป็น “สภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ซ่องโจร” กันแน่ครับ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: ,