เมื่อราวสามสี่เดือนก่อน เราได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ก็ว่าคุ้น ๆ เหมือนชื่อเพลง ๆ หนึ่งของคณะ ABBA วงดนตรีบุกเบิกยุคดิสโก้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน นอกจากนั้นก็ไม่มีความรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพิ่งจะมารู้อีกทีก็อ่านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากละครเวทีชื่อดังในชื่อเรื่องเดียวกัน
แต่ที่ดึงดูดให้ไปดู Mama Mia และจดจ่อรอชมเมื่อราวหนึ่งเดือนที่แล้วคือ ตอนได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ แล้วเพิ่งมารู้ว่า ดารานำแสดงคือ เมอรีล สตรีพ เธอเป็นดาราขวัญใจเรานานแล้วในแง่บทบาทการแสดงอันหลากหลายของเธอจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เธอไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเธอคือ เมอรีล สรีฟ ในทุกบททที่เธอเล่น (ต่างจาก ทอม ครู๊ส นักแสดงคนเดียวที่เรารู้สึกว่า เขาคือ ทอม ครู๊ส ตลอดเวลาไม่ว่าจะเล่นเรื่องไหน ก็เลยไม่ค่อยปลื้มตาทอมค้นนี้เหมือนที่คนอื่น ๆ ปลื้มสักเท่าไหร่)
เรื่องแรก ๆ ที่ได้ดูแล้วประทับใจก็คงเป็น The River Wild หนังแนว psycho-thriller บทบาทในเรื่องนี้ของเธอเริ่มต้นจากแม่บ้านใสสะอาดของครอบครัวเล็ก ๆ กลายกลับมาเป็นหญิงหัวใจแกร่ง จากจิตใจที่หวาดกลัวสุด ๆ จนแปรเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความกล้า และต้องหันกลับมาสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอดจากภัยร้ายของฆาตกรโรคจิต (ที่แสดงโดย เควิน เบคอน)
จากนั้นมา เมื่อไหร่ที่มีชื่อเธอนำแสดงในหนังเรื่องใด เรามักจะไม่พลาดที่ติดตามผลงานของเธอ

ใน Mama Mia เราได้เห็น เมอรีล สตรีฟ รับบทบาทของแม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง Donna เป็นคุณแม่ที่สดใส ร่าเริง ขี้เล่น อารมณ์ดีได้ตลอดเวลา แม้ฐานะทางการเงินของธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ที่เธอเป็นทั้งเจ้าของและบริหารเองบนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศกรีซ ดูออกจะง่อนแง่น กระท่อนกระแท่นเต็มที เงินขาดมือ สภาพโรงแรมก็ชำรุดทรุดโทรมแม้ว่าในก้นบึ้งของหัวใจ ในบางห้วงเวลาเธออาจจะแอบฝันว่าจะมีเจ้าชายมหาเศรษฐีสักคนมาช่วยกอบกู้ทั้งสภาพจิตใจ และสภาพการเงินของเธอบ้างในตอนนี้ก็ตามที (แหม.. ก็นะ คนเราก็ต้องมีความฝันกันบ้าง แม้มันจะลม ๆ แล้ง ๆ ไปบ้างก็เถอะ :D) แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่เป็นกำลังใจให้เธอสู้ชีวิต อย่างไม่ท้อใจมาตลอด ในสถานะที่เรียกได้ว่า Single Mom ก็คือ ลูกสาววัยยี่สิบคนเดียวของเธอ คือ Sophia
และ Sophia ลูกสาวของเธอคนนี้ กำลังจะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาในอีกไม่นาน แต่ปัญหาสำหรับ Sophia อันเป็นปมในใจที่อยากจะคลี่คลายออกมาก่อนที่จะแต่งงานไปกับชายคนรัก เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่ถูกคนรักจากลาทิ้งให้อยู่คนเดียวเหมือนที่ Donna แม่ของเธอเจอมา ก็คือการตามหาพ่อแท้ ๆ ผู้ให้กำเนิดเธอให้เจอ และแอบเชิญ (โดยไม่บอกให้แม่หรือว่าที่เจ้าบ่ายของเธอรับรู้) ให้มาในงานแต่งงานครั้งสำคัญในชีวิตของเธอครั้งนี้

แต่พระเจ้าดันมาเล่นตลกตรงที่มีรายชื่อชาย 3 คน คือ Sam, Bill และ Harry ในสมุดบันทึกเล่มเก่าของแม่ที่ถูกเอ่ยชื่อถึงความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวเมื่อครั้งเก่า ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดออกมา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 3 คนนี้ที่จะเป็นพ่อของ Sophia และตั้งแต่เธอเกิดมา แม่ก็ไม่เคยบอกเลยว่า ใครคือพ่อของเธอ
นั่นคือปมหลักของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าคนดูหลาย ๆ คนเดาแนวทางของหนังประเภทนี้ กันได้ไม่ยากนักว่าหนังจะดำเนินต่อไปถึงจุดคลี่คลาย และจบลงด้วยความรู้สึกแบบไหน
แล้วถ้าจะถามว่าหนังนี้เหมาะกับคนดูที่อยากดูหนังแบบไหน อย่างไร ก็คงตอบได้ไม่ยากเช่นกัน เพราะนี่คือหนังเพลง พอมีเพลงประกอบในหนังเยอะ ๆ “เสียงเพลง” ก็ย่อมนำพามาซึ่งความรู้เบิกบาน สนุกสนาน จรรโลงใจ ดูจบก็เดินออกจากโรงหนังด้วยความชุ่มฉ่ำหัวใจ ช่วยเสริมเติมประกายความหวังในชีวิต (โดยเฉพาะหญิงสาววัยเลยเลข 3 รวมไปถึงสาว ๆ ที่แม้จะเลยหลัก 4 หรือ 5 กันไปแล้วก็ตาม) ได้ดีนักแล

และอาจได้ข้อคิดกับชีวิตบ้างเล็กๆ น้อย ๆ พอให้กระตุกปลายประสาทในสมองให้มีประจุไฟฟ้าตัวเล็ก ๆ วิ่งแล่นแปล๊บ ๆชนิดที่ไม่ถึงขนาด ทำให้กลับไปถึงบ้านแล้วต้องเอาอวัยวะเบื้องล่าง (สุด) ก่ายหน้าผากก่อนนอนไปอีกสามวันสามคืน
ฉากที่ชอบที่ที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ ฉากตอนร้องเพลง Dancing Queen อันแสนครึกครี้นตื่นตาตื่นใจเรายิ่งนัก เป็นฉากที่ Donna รู้แล้วว่าอดีตกิ๊กเก่าของเธอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้ง 3 คนมาร่วมงานแต่งงานลูกสาวในครั้งนี้ด้วย (แต่เธอไม่รู้ว่าลูกสาวเธอเป็นคนเชิญชายทั้ง 3 คนนี้มาเอง)
เธอเป็นวิตกกังวล และสับสนใจใน ใจหนึ่งก็เบิกบานยิ่งนักเมื่อรู้ว่าคนที่เคยรักหวนกลับมา แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าลูกสาวรู้แล้วจะรับเรื่องราวผิดพลาดของแม่ในอดีตแบบนี้ไม่ได้ ทำให้ลูกสาวสุดดวงใจของเธอเสียใจ และในที่สุดการก้าวเดินสู่ประตูวิวาห์ของลูกสาวอาจล้มเลิกกลางคัน

แต่เพื่อนสนิทผู้แสนเก๋าและก๋ากั่น 2 คน (มีคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนเราเห็นหน้าแล้วนึกถึง เจ้ากอแก้ว ผสม Elton John ยังไงก็ไม่รู้ ดูใบหน้าออกจะละม้ายคล้าย ๆ กัน) ของ Donna ที่ได้รับเชิญมางาน ก็ปลอบใจเธอประมาณที่เราตีความเอาเองว่า
ถึงเธอจะผ่านเรื่องร้าย ๆ มา ผิดหวัง ระทมทุกข์ และตอนนี้เธออาจจะยังคงมีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ทั้งภาระการงานและครอบครัวอันหนักอึ้งบนสองบ่า อีกทั้งปัญหาที่ประดังเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่…
แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีความสุขไม่ได้นะ จงอย่าปิดกั้นมัน เมื่อมันเดินทางมาเยือน (หรือแม้มันอาจไม่มาเยือนก็ตาม) เธอมีสิทธิ์ตรงนั้น และเธอก็ได้รับสิทธิ์นั้น จงคว้ามันไว้ เธอก็ยังร้องเพลงได้ เธอเต้นระบำได้ เธอยังมีความสุขในชีวิต เธอไม่ได้ถูกสาปให้จมปลักอยู่ในความทุกข์ไปตลอดซะหน่อย และ…. เธอก็มีความรัก (ครั้งใหม่) ได้ไม่ต่างจากใคร จงเปิดรับมันเถอะ

ฉากที่ร้องเพลง Dancing Queen จะมีตัวประกอบเยอะแยะมากมายที่รับบทเป็นเหล่าแม่บ้านประจำโรงแรมต่างพากัน สลัดผ้ากันเปื้อนทิ้ง วางกระทะ ทัพพี ตะหลิว อุปกรณ์การครัว อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายแหล่ ออกมาร้องเพลงและเต้นไปตามจังหวะเพลงพร้อมเพรียงกันอยากมีความสุขสนุกสนาน
เหมือนจะบอกกับเราว่า แม้ว่าคุณผู้หญิงที่เหนื่อยหนักอยู่หน้าเตาไฟ ตระเตรียมอาหารในห้องครัว หมกมุ่นอยู่กับการเช็ดล้างกวาดถูทำความสะอาด อาบเหงื่อตากน้ำอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวัน แต่ก็ใช่ว่า คุณจะสนุกกับชีวิตไม่ได้นะ คุณยังร้องเพลงได้ เต้นรำได้ มีความสุขกับชีวิตเท่าที่พึงจะคว้าได้ไม่ต่างจากใคร

ในยามที่บ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจุดเปลี่ยนผ่าน และพวกเราหลายคนในฐานะของประชาชนของประเทศนี้ ต่างก็วิตกกังวลไม่แพ้กัน ถึงความเป็นไปต่าง ๆ นานา ว่าเมื่อเปลี่ยนไปแล้ว มันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่
แต่… ใช่ว่าเราจะหาความสุข หรือหาด้านที่ดีให้กับชีวิต หรือมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไม่ได้เอาเสียเลย และ Mama Mia ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในยามนี้ ในการแสวงหาความสุข ความเบิกบานใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหลบลี้หนีบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง
อย่างน้อยดูหนังเรื่องนี้จบ ถ้าคุณไม่ได้ยิ้มให้คนข้าง ๆ หรือไม่มีคนที่บ้านให้ยิ้มด้วย เพียงแค่ได้ยิ้มคนเดียวให้กับตัวก็ยังดี (ถ้าไม่กลัวใครจะมองว่าบ้า 55) ใช่ไหม…
ปล. หนังเรื่องนี้เพลงเพราะ ๆ เก่า ๆ ยุคดิสโก้ คุ้นหูเยอะเลย (แม้เราจะเกิดไม่ทันฟังก็ตาม อิอิ) ไม่ว่าจะเป็น Honey Honey หรือ Money Money และอีกหลายเพลงมากมาย บางเพลงชวนให้ลุกขึ้นมาแดนซ์ในโรง แต่ยังมิกล้า ได้แต่กระทืบเท้า เอ๊ย… กระดิกเท้าตามจังหวะ
Sphere: Related Content
written by lost in space
\\ tags: ABBA, mama mia, Meryl Streep
มาทักคนล่าสุด