หนังจากประเทศอิตาลีเรื่อง Gomorrah เป็นหนังที่ส่วนตัวตั้งความคาดหวังไว้ต่ำมาก ตอนแรกเข้าใจว่าหนังคงจะอืด เอื่อย เนือย ตามจังหวะจะโคนในการดำเนินเรื่อง ในรูปแบบลีลาของหนังยุโรป ตามประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยผ่านตามา ซึ่งเหตุที่วาอาจจะทำให้ตัวเองนั้น ลุกออกจากโรงหนังก่อนเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งของหนัง
แต่ปรากฏว่าผิดจากที่คาดไว้ หนังอาจจะดูเหมือนจะเรื่อยเรียบผิดไปจากแบบแผนของหนังประเภทแก๊งสเตอร์ หรือหนังมาเฟีย ในแบบที่ควรจะเป็นก็จริงอยู่
ทว่าเนื้อหาหรือประเด็นของหนังที่นำเสนอนั้น ชัดเจนแจ่มแจ้ง สะท้อนความเป็นจริงที่แสนอดสู ในสังคมโลกที่หมุนไปตามกระแสของแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่แลกทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามแต่ใจต้องการ ที่เราเรียกว่า “เงิน” นั่นเอง
เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้แค่เพียงบอกเล่ารายละเอียดของวงจรอุบาทว์ซ้ำซากขององค์กรอาชญากรรมระดับยักษ์ในเมืองเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี ที่เรียกกันว่า “Gomorrah” ซึ่งเราอาจจะพบเห็นได้จากหนังแนว Gangster (เช่น Godfather หรือ Goodfellas) โดยทั่วไปเท่านั้น

หากแต่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ในกระแสธารแห่งทุนนิยมของโลกปัจจุบันนี้ หลาย ๆ อุตสาหกรรมหรือองค์กรธุรกิจนั้น ร่ำรวยทุนทรัพย์มากมายมหาศาล ได้ด้วยการแล่นเนื้อเถือหนัง ย่ำผ่านรอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คนจำนวนมาก อย่างที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าเหล่าพวกแก๊งอาชญากรรรมที่ค้าขายของเถื่อนของผิดกฎหมายเลย
เพราะแทบทุกองค์กรธุรกิจ มีเป้าหมายสูงสูดอยู่ที่ Maximize Profit หรือการก่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งในวิถีแห่งธุรกิจ สิ่งที่ดำเนินคู่ขนานไปด้วยกัน ก็ย่อมหมายถึง “Minimize Cost” หรือการลดต้นทุนในการผลิตและต้นทุนดำเนินการให้ต่ำที่สุดในทุก ๆ ทางที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ ค่าแรงงงาน เครื่องจักร และอื่น ๆ
ในหนังเรื่อง Gomorrah นี้ประกอบไปด้วยเรื่องราว 5 เรื่อง ที่เกาะเกี่ยวเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนเส้นสายใยบาง ๆ ที่ยึดโยงเข้าไว้ด้วยกัน อันไม่อาจมองเห็นแค่ด้วยสายตา แต่ละเรื่องราวได้ส่งแรงปะทะที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปมายังชีวิตของแต่ละคน ในแต่ละเรื่องราวอย่างแนบเนียนจนอาจไม่สังเกตเห็น

ไม่ต่างจากชีวิตจริงของคนเรา ซึ่งเราไม่มีวันรู้ได้อย่างชัดเจนแบบจับต้นชนปลายได้ถูกหรอกว่า แรงปะทะจากบางคนที่ส่งมานั้น มาจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับของบุคคลนั้นจากเรื่องใดมาก่อนหน้านี้
ในจำนวนเรื่องราว 5 เรื่องในหนัง Gomorrah นี้ มีอยู่ 2 เรื่อง ที่ส่วนตัวให้ความรู้สึกชอบพอเป็นพิเศษ (อีก 3 เรื่องที่เหลือเป็นเรื่องราวของมาเฟีย Gomorrah ที่ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน)
เรื่องแรก คือเรื่องของ “ปาสเควล” ช่างตัดเสื้อฝีมือชั้นครูคนหนึ่ง บริษัทผลิตชุดราตรีให้กับบรรดาดีไซเนอร์แฟชั่นชื่อก้องโลกทั้งหลาย เป็นชุดราตรีแบบที่ใช้ในในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือคนมีชื่อเสียง
ปาสเควลเป็นหัวทีมช่างตัดเสื้อของบริษัท นอกจากดูแลเรื่องการตัดเย็บแล้ว ก็ต้องดูแล เจรจาต่อรองผลประโยชน์ให้กับทีมงานช่างตัดเย็บของเขาด้วย แต่เขาและทีมงานก็มักถูกเอาเปรียบเรื่องค่าตอบแทนอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อเร่งการผลิตให้ส่งงานได้ทันกำหนด โดยไม่ได้ค่าโอทีตามที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าของบริษัท ตัวเขาเองนั้นมีรายรับก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่นับวันมีแต่จะพอกพูนสูงท่วมตัว

จนในที่สุด ปาสเควลก็จำต้องเป็นคนทรยศต่อบริษัทที่เขาทำงาน (โดยเจ้าของบริษัทชุบเลี้ยงเขามาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานในโรงงาน) เมื่อวันหนึ่ง เจ้าของโรงงานผลิตชุดราตรีที่จะนับว่าเป็นคู่แข่งก็ได้ ซึ่งเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพมาใช้แรงงานหาเงินจนตั้งตัวประกอบธุรกิจในเมือง ในประเทศอิตาลีที่ปาสเควลเป็นเจ้าของประเทศ
เจ้าของโรงงานชาวจีนคนนั้น มาชักชวนปาสเควลไปสอนการตัดเย็บชุดราตรี (แบบฝีมือปราณีต) ให้คนงานในโรงงานซึ่งล้วนแต่เป็นช่างเย็บผ้าชาวจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น โดยให้ผลตอบแทนในการว่างจ้างให้ไปสอนเป็นรายได้อย่างงาม และปาสเควลก็ชอบทั้งงานและถูกอัธยาศัยกับชาวจีนที่เขาร่วมงานด้วยเป็นอย่างดี แม้จะต้องใช้วิธิการแปลกประหลาดในการหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวระหว่างเดินทางไปสอนที่โรงงานของนักธุรกิจจีนคนนั้นในทุกครั้งก็ตามที
ความนี้รู้ไปถึงเจ้านายเก่าของปาสเควล ว่าช่างตัดเย็บฝีมือเอกของตัวเอง ถูกคู่แข่งแย่งชิงตัวไป ซึ่งนั่นนำมาสู่การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมชุดราตรีอย่างมากมายมหาศาล วิธีการแก้ลำ เพื่อแย่งชิงทั้งตัวปาสเควล และรายรับอันมหาศาลกลับคืนในธุรกิจแฟชั่นอันเลิศหรูนี้นั้น ต้องแลกด้วยเลือดและชีวิต ที่ช่างไม่แตกต่างอะไรกับการทำตัวเป็นคนเถื่อน เป็นอาชญากรนอกกฎหมาย เฉกเช่นแก๊ง Gomorrah นั้นเลย

ในเรื่องของช่างตัดผ้า “ปาสเควล” คนนี้ มีฉากที่แอบให้ชวนหัวเล็ก ๆ ประหนึ่งเหมือนเสียดสีเย้ยหยันตัวเองไปในตัว คือตอนที่ปาสเควล สอนเน้นย้ำให้คนงานช่างเย็บผ้าชาวจีนที่เป็นลูกศิษย์ของเขา ให้ตัดเย็บงานทุกชิ้น “ด้วยหัวใจ ด้วยความรัก” ในขณะที่หมุดหมายหลักสำคัญของปาสเควล ที่ยอมมาสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ในการตัดเย็บชุดราตรีอันสุดปราณีตของเขาในครั้งนี้ มีเพียงเป้าหมายเดียวคือเพื่อ “เงิน” ที่จุนเจือเกื้อหนุนปากท้องของภรรยาและลูกน้อยอันเป็นที่รักของเขาเท่านั้น
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ นักธุรกิจที่ทำบริษัทรับกำจัดขยะ เขาได้งานเป็นสัญญาว่าจ้างให้บริษัทของเขากำจัดขยะนับสิบฉบับจากหน่วยงานหรือองค์กรใหญ่ทั่วอิตาลี ซึ่งกุญแจแห่งชัยชนะที่ทำให้เขาได้สัญญาว่าจ้างดังกล่าวมา จนเสมือนเป็นการผูกขาดธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว ก็คือ “การเสนอให้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งถึงครึ่งต่อครึ่ง”
ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามหลักของกลไกธุรกิจที่หมุนด้วยกระแสทุน ซัพพลายเออร์หรือคู่ค้ารายใดให้ราคาถูก สามารถลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้ และนั่นย่อมหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น (โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่มีต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสุขอนามัยความเป็นอยู่ของประชาชนน้อยมาก) คู่ค้ารายนั้นก็ย่อมได้งาน หรือได้รับการว่าจ้างไป

ด้วยราคาที่ถูกว่าคู่แข่งครึ่งต่อครึ่งนี่เอง ที่ทำให้เจ้าของบริษัทกำจัดขยะรายนี้ จำต้องหาแรงงานที่ราคาถูก ซึ่งนั่นหมายถึงแรงงานที่มีทักษะในการทำงานที่ต่ำด้วย (แล้วก็จะตามมาด้วยปัญหาใหญ่น้อย ที่จะคอยลดประสิทธิผลของงาน ในระหว่างการทำงานอีกมากมาย) ต้องเสาะแสวงหาที่ดินที่มีราคาค่าเช่าถูก ๆ จากชาวบ้าน สำหรับเป็นแหล่งฝังกลบซากขยะ ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่แค่ขยะธรรมดา ๆ แต่มันเป็นขยะที่ปนเปื้อนไปด้วย เชื้อโรค สารเคมี สารพิษนานาชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงโรคภัยร้ายจากขยะพิษ ที่รุมเร้าสุขภาพร่างกายของเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าที่สำหรับฝังกลบขยะเหล่านั้นเสียเอง
และนั่นคือ ราคาแพงมหาโหดอันหาที่สุดไม่ได้ ที่โลกมนุษย์ของเราต้องจ่ายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แบบที่ไม่อาจนับเป็นตัวเงิน และหาอะไรมาจ่ายคืนชดใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เพียงเพราะเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของการบริโภคที่เหมือนจะไม่มีสิ้นสุดเสียที ซึ่งในหลายกรณี มีมากมายที่มันคือ “อุปสงค์เทียม” ที่สร้าง (หรือเสก) สรรค์ปั้นแต่งขึ้นจากกลยุทธ์หรือกระบวนทัศน์ทางการตลาดสมัยใหม่ของบรรดา Marketing Guru ทั้งหลายในยุคนี้นั่นเอง
เพียงเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการผลิตทางอุตสาหกรรมให้มากที่สุด เพียงเพื่อ “กำไรสูงสุด” อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยขององค์กรหรือบางหน่วยธุรกิจไม่กี่แห่งในโลกใบนี้เท่านั้นเอง
อาจกล่าวได้ว่า บทสรุปสำหรับหนังเรื่องนี้ คือการตั้งคำถามกับคนดูว่า “อาชญากรมือเปื้อนเลือดในโลกปัจจุบันนี้ คงไม่ได้จำกัดวงไว้แค่ พวกมาเฟียค้าของผิดกฎหมายอีกแล้ว ใช่หรือไม่?”
*******************************************************
หมายเหตุ “Gomorrah” มีฉายที่โรงภาพยนตร์ House Rama RCA แห่งเดียวเท่านั้น





















































มาทักคนล่าสุด