Oct 09

สวัสดีจ้า…วันนี้อากาศดี อารมณ์ดี เลยได้ทีทำขนมสักที
หลังจากห่างหายไปหลายเดือนมากๆ กลับมาทำอีกที เริ่มใหม่ทุกอย่างเลย
ก็เลยทำอะไรง่ายก่อน ที่จะไม่ต้องกลัวว่าจะเสียของ ฮี่ๆๆ
วันนี้ไปแอบขุดและจิ๊กสูตรมาจาก คุณ Beebie

ปล. ขี้เกียจถ่ายรูปนะเนี่ย กล้องมันหนักจัง มือก็เลอะเทอะ กลัวแป้งจะติดกล้องจริงๆเล๊ย
เพราะอีคราวก่อน เอามาถ่ายขนมนี้ ก็ได้ชอคโกแลตติดกล้องไปเป็นอาทิตย์ ก็มันไม่เห็นจริงๆนี่หว่า ฮ่าๆๆๆ
สามีแทบจะตีกบาลแยก อิอิ แต่ช่วยไม่ได้…ว๊ากๆ

มาเริ่มกันดีกว่า ขออนุญาติก๊อบสูตรมาทั้งดุ้น
Mrs.Fields Blue-Ribbon Chocolate Chip Cookies
- แป้งเอนกประสงค์ 2 1/2 ถ้วย
- เบคกิ้งโซดา 1/2 ชช.
- เกลือป่น 1/4 ชช.
- น้ำตาลทรายแดง (แบบ Dark Brown) 1 ถ้วย แต่โยกลัวหวานจัดเลยไม่อัดเต็มถ้วย
- น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
- เนยสดชนิดเค็ม 1 ถ้วย (ประมาณ 225 กรัม) ทิ้งไว้ให้อ่อนตัวที่อุณหภูมิห้อง
- ไข่ไก่ขนาดใหญ่ 2 ฟอง
- กลิ่นวานิลลา 2 ชช.
- Semisweet Chocolate Chip 2 ถ้วย (12 oz.)
Photobucket

เริ่มแรกก็วอร์มเตาอบที่ 150 องศาเซลเซียส และนำแป้ง เบคกิ้งโซดา เกลือ มาผสมรวมกันและร่อน
Photobucket

ปกติแล้วเวลาตวงของแห้งพวกนี้จะต้องอัดให้เต็มถ้วย
แต่เนื่องจากโยกลัวจะหวานจัด ก็เลยเอาแค่ค่อนๆพอค่ะ
นำน้ำตาลทรายแดง มาใส่โถไว้
Photobucket

นำน้ำตาลทรายขาว ใส่ตามลงไป พอดีมีแบบน้ำตาลทรายขาวป่นเลยใช้แบบนี้เลยสะดวกดี
ผสมให้เข้ากันกับน้ำตาลทรายแดง
Photobucket

นำเนยที่หั่นไว้ ใส่ลงในโถ แล้วนำไปตีด้วยความเร็วสูง
Photobucket

นำไข่ที่เตรียมไว้ มาใส่ และจัดการตีต่อ
Photobucket

ใส่กลิ่นวนิลา ตีต่อด้วยความเร็วกลาง พอเข้ากัน
แล้วจึงเติมส่วนของแป้งลงไป
Photobucket

คนๆ แค่พอเข้ากัน อย่าคนนานเกินไป
Photobucket

ตามด้วยชอคชิพ คนๆพอให้ทั่วกัน
Photobucket

ทีนี้จัดการใช้ช้อนปาดๆ เป็นก้อนๆ ออกมาก้อนโตๆอีกแล้ว..
ทำไซส์ตามคนทำเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ
Photobucket

นำเข้าเตาอบ ใช้เวลาประมาณ 20 - 25 นาที ต้องคอยเล็งๆให้ดีๆ
เสร็จก็นำออกมาผึ่งบนตะแกรง
Photobucket

เห็นไหมว่าชิ้นมันใหญ่จริงๆนะเนี่ย ผึ่งจนเย็นแล้วค่อยเก็บใส่กระปุก ฮี่ๆ
Photobucket

เอามาโชว์ตัวหน่อย
Photobucket

กินได้ป่าวหนอ ฮี่ๆๆ
Photobucket

ซูม ซูม สีสวยกำลังดี
Photobucket

ได้เวลาชิมแล้ว กัดให้ดูกันจะ จะ ฮี่ๆ ยั่วน้ำลายกันเข้าไป
Photobucket

อืม…ไม่ได้ทำขนมนาน แต่ก็อร่อยนะ ฮ่าๆๆๆ ดีใจวุ้ยไม่เจ๊ง ลั่นล้า
Photobucket

เก็บไปคิดก่อนว่าจะทำไรกินต่อไปดี ฮี่ๆๆๆ ไม่รู้ว่าจะขี้เกียจอีกรึป่าว อยากทำเค้ก แต่กลัวเจ๊งวุ้ย
ช่วยกันคิดหน่อยนะ ว่าจะหัดทำอะไรต่อไป…ชักเริ่มมีใจอยากกลับมาหัดทำขนมแล้ว

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by FreakGirL \\ tags: , ,

Sep 24

 

T-Mobile G1

ในที่สุดก็เปิดตัวมาจนได้กับระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือ ที่นับว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ iPhone จากค่าย Apple นั่นก็คือ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ T-Mobile กับ Android ของค่าย Google นั่นเอง

T-Mobile G1 ถือเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่ง Google หมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นเสมือนคอมพิวเตอร์พกพาสำหรับผู้ใช้เลยทีเดียว

ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปของ T-Mobile G1 คือตกประมาณ 179 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,000 บาท ประกอบกับรูปทรงที่มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสไลด์ออกมาเป็นคีย์บอร์ด และมาพร้อมกับกล้องที่มีความละเอียดถึง 3 ล้านพิกเซล ทำให้ใครหลายคนน้ำลายไหลแทบไม่หยุด

ผู้ผลิต T-Mobile G1 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ HTC ของไต้หวันนั่นเอง และจะวางขายอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ขณะที่อังกฤษจะวางขายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะวางขายประมาณต้นปีหน้า

การเปิดตัวครั้งนี้ก็ใช่ย่อย เพราะ Larry Page และ Sergey Brin คู่หูดูโอผู้ก่อตั้ง Google ไถลตัวมาด้วยโรลเลอร์เบลดอย่างไม่กลัวหกล้มเสียหน้า พร้อมกับประกาศว่า T-Mobile G1 นี้ดีพอๆ กับคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้เมื่อ 1-2 ปีก่อนเลยทีเดียว

สำหรับ Android นั้นเป็นหนึ่งในโครงการสานฝันนับร้อยๆ โครงการของ Google ที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลจากโลกออนไลน์บนคอมพิวเตอร์มาสู่โลกออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ ด้วยการทุ่มเงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนา เพื่อเปิดให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ นำไปใช้ได้ฟรีๆ

ส่วนการใช้งานก็แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ บนเครือข่าย 3G หรือเครือข่ายที่ล้าสมัยกว่านั้นได้ด้วย รวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi, GPS, และ Bluetooth ด้วยประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่คุยโทรศัพท์ได้นานถึง 5 ชั่วโมง และสแตนด์บายได้นานถึง 130 ชั่วโมง

นอกจากนี้ Google ยังวางแผนที่จะเปิดร้านเพลงออนไลน์ เช่นเดียวกับ iTunes ของ Apple เพื่อให้ลูกค้ามีแหล่งดาวน์โหลดเพลงไปฟังได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

แน่นอนว่า T-Mobile G1 ที่ประกาศออกมาว่าราคา 179 ดอลลาร์นั้น ถูกกว่า iPhone ถึง 20 ดอลลาร์ ย่อมทำให้ Steve Jobs หงุดหงิดไม่มากก็น้อย เพราะแบบนี้เรียกว่าชนกันทุกรูปแบบ ว่าอย่างนั้นเถอะ

ส่วนลูกค้าในเมืองไทยก็เช่นเคย…รอไปก่อน

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , ,

Sep 24

 

laptop

สำหรับคนที่ชอบใช้ของใหม่อาจไม่สนใจซื้อคอมพิวเตอร์มือสองมาใช้ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์มือสองเหล่านี้ บางครั้งมีประสิทธิภาพพอๆ กับของใหม่ที่กำลังโฆษณาในทีวีด้วยซ้ำ แถมราคาก็ถูกเอามากๆ เสียด้วย

แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดของผู้ผลิตที่ต้องการทำยอดขายสูงๆ ทำให้โฆษณาที่ออกมานั้นมักจะโน้มน้าวให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องใหม่ไปเลย โดยไม่นิยมให้ลูกค้าอัพเกรดเครื่องเดิมที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในทุกวันนี้

ดังนั้น หากใครสนใจซื้อโน้ตบุ๊คมือสองมาใช้ อาจเริ่มต้นด้วย 10 ขั้นตอน ดังนี้

1. ปรับความคิดเสียก่อ เพราะยังไงคนส่วนใหญ่ก็ชอบของใหม่ ยิ่งเทคโนโลยีล่าสุดยิ่งน่าดึงดูดใจ แต่จริงๆ แล้วโน้ตบุ๊คมือสองที่ขายกันเมื่อปีที่แล้วหรือต้นปีนี้ มีประสิทธิภาพไม่แพ้รุ่นที่ขายอยู่ขณะนี้เลยทีเดียว ที่สำคัญ ซื้อมือสองยังได้ Windows XP อีกด้วย (Vista อย่าเพิ่งน้อยใจ)

2. หาแหล่งขายของมือสองถูกๆ ถ้าซื้อจากเว็บไซต์ได้จะดีมาก เพราะราคาถูกกว่าซื้อตามร้านทั่วไปค่อนข้างมาก แต่ข้อดีของการซื้อที่ร้านคือมี warranty ให้ด้วย แต่ของมือสองคงหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอแนะนำให้ซื้อจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ อย่าง eBay โดยเลือกผู้ขายประเภท “no less than 100% feedback rating” เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ที่สั่งซื้อเกิดความเสียหาย หรือใช้ไม่ได้ตามที่โพสต์ในเว็บ ผู้ขายจะคืนเงินให้

3. ตรวจสภาพภายนอกของเครื่อง ดูว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีแค่รอยขีดข่วน หรือถลอกบริเวณมุมใดมุมหนึ่งของตัวเครื่อง ก็อย่าไปคิดมาก ตราบใดที่เครื่องยังทำงานได้ดี เรื่องรอยขีดข่วนถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ของใช้งานก็ต้องมีร่องรอยบ้างเป็นธรรมดา

4. เปิดเครื่องดูหน้าจอ เพราะหนึ่งในชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของโน้ตบุ๊คคือ “จอ” ถ้าเปิดเครื่องแล้วพบว่าหน้าจอมีสีเพี้ยน จะเป็นสีม่วงหรือชมพูก็แล้วแต่ อย่าไปซื้อ ต่อให้สภาพเครื่องใหม่แค่ไหน หรือซีพียูแรงยิ่งกว่าอะไรดี ก็ไม่คุ้มที่จะซื้อไปซ่อมจอ เพราะมันแพงมาก

5. ตรวจช่องเสียบและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพราะฮาร์ดแวร์เหล่านี้มักจะต่อเข้าโดยตรงกับเมนบอร์ด ซึ่งราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงพอตัว แต่ถ้าช่อง USB มีหลายช่อง เสียไปสักช่องก็คงไม่เป็นไรนัก หรือถ้าช่องเสียบหูฟังเสีย แต่คุณมีหูฟัง Bluetooth ใช้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปใส่ใจเช่นกัน

6. ทดสอบ Hard Drive ว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่ โดยคลิกไปที่ My Computer จากนั้นก็เลือก hard drive ที่ต้องการตรวจสอบ แล้วคลิกขวาเพื่อเลือก Properties เมื่อมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาให้คลิกเมนู Tools จากนั้นก็เลือกหัวข้อ Error-checking คลิก Check Now ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็ผ่าน แต่ถ้าพบความเสียหาย ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเดี๋ยวนี้ hard drive ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก

7. ตรวจดูประสิทธิภาพของ CD Drive โดยลองไรท์แผ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น CD-R, CD-RW, DVD-R, DVD+R DL, ฯลฯ

8. ทดสอบแบตเตอรี่ โดยเปิดใช้เครื่องจนกระทั่วไฟหมด แล้วดูว่ากินเวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าแป๊บเดียวไฟก็หมด แบบนี้แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมแล้ว จุดนี้อาจต่อรองผู้ขายให้ลดราคาลงอีกได้

9. ถ้าคุณขี้เกียจปฏิบัติตามกระบวนการทั้งหมดนี้ ก็ลองให้ทางร้านหรือใครที่เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทดสอบให้ก็ได้ อาจจะเสียสตางค์เป็นค่าเหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้ม

10. อย่าหงุดหงิดหรือผิดหวัง ถ้าพบว่าโน้ตบุ๊คที่ซื้อมามีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เพราะปัญหาพวกนี้ก็เกิดขึ้นกับคนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่แกะกล่องเช่นเดียวกัน และถึงแม้คุณอาจจะต้องเสียเงินซ่อมชิ้นส่วนบางชิ้น หรืออัพเกรดเครื่องบ้าง ก็ไม่ต้องคิดมาก มันเป็นเรื่องปกติของการใช้ของมือสองอยู่แล้ว จริงมั้ย

ขอให้โชคดี :D

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , ,

Sep 22

Sergey Brin

วันนี้ผมอ่านเจอข่าวชิ้นหนึ่ง ซึ่งคิดว่าใครหลายคนต้องอึ้งกับความคิดแปลกแหวกแนวของชายคนนี้แน่ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ เขาคือ Sergey Brin คู่หูของ Larry Page สองผู้่ก่อตั้งอาณาจักร Google นั่นเอง

เรื่องของเรื่องคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Sergey Brin ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพของตัวเองว่า หมอได้ตรวจพบความผิดปกติของยีนที่มีชื่อว่า LRRK2 ซึ่งทำให้เขามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์คินสันได้

และทันทีที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา หลายคนก็สงสัยว่า Sergey จะเปิดเผยเรื่องนี้ทำไม ในเมื่อเขายังไม่ได้เป็นโรคนี้ด้วยซ้ำ ในอนาคตอาจจะไม่เป็นก็ได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นจริง มันก็คงกินเวลาอีกหลายปีกว่าที่จะแสดงอาการใดๆ ออกมา ตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ลูกค้า หรือคนทั่วไปรับรู้ เพราะอาจจะสร้างความกังวลและส่งผลต่อราคาหุ้นได้

แน่นอนว่า Sergey ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ถึงเหตุผลที่ออกมาให้ข่าวในครั้งนี้ แต่คนใกล้ชิดของเขาที่ชื่อ Allen Salkin บอกว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้พูดคุยกับ Sergey ในงานเปิดตัว “23andMe” บริษัทตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งก่อตั้งโดยภรรยาของ Sergey นั่นเอง

Sergey บอก Allen ว่า ถ้ารหัสดีเอ็นเอของคนเราถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับการเปิดเผย source code ของโปรแกรม open source ก็คงจะดีไม่น้อย

“ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลของผมต่อสาธารณะ หมอหรือใครก็ตามที่สนใจ ก็จะสามารถเข้าไปดูข้อมูลและให้คำแนะนำได้อย่างเต็มที่ว่าผมควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเสนอวิธีการรักษาต่างๆ ให้ผมได้อีกด้วย ถ้าเกิดว่าผมมีโอกาสเป็นโรคในอนาคต” Allen อ้างถึงคำพูดของ Sergey

นอกจากนี้  Sergey บอกว่า อีกไม่นาน เขาจะเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับดีเอ็นเอของตัวเองอีกด้วย โดยให้เหตุผลว่าถ้าเขาบอกให้คนทั่วไปรู้ คนก็จะเข้ามาดูและศึกษาได้ ขณะที่เขาก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วย ดีกว่าเก็บข้อมูลเอาไว้กับตัวเอง

เรื่องนี้นับเป็นความคิดที่ประหลาดสุดๆ สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการแพทย์ ที่ถือว่าข้อมูลส่วนตัวของคนไข้นั้นเป็นความลับสุดยอด จะเปิดเผยมิได้เลยทีเดียว แต่ Sergey กลับเต็มใจที่จะเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยยึดหลักการเปิดเผยข้อมูลของ open source ซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาโปรแกรมให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างชัดๆ ก็ได้แก่ Firefox ที่ได้รับการพัฒนาจนล้ำหน้า Internet Explorer ไปแล้ว ยังไม่นับอีกหลายเว็บไซต์ที่มีโมเดลคล้ายๆ กัน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาเนื้อหา อย่าง Wikipedia ที่ตอนนี้กลายเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะีมีคนเข้าไปช่วยกันเขียน ปรับแก้ และเพิ่มเติมกันอย่างล้นหลาม

แต่บางคนกลับบอกว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบริษัท รวมทั้งอาจทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการสูงขึ้นได้ เนื่องจากบริษัทประกันก็จะเก็บเบี้ยประกันแพงขึ้น เพราะรู้ว่าอนาคตอาจจะต้องจ่า่ยค่าชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันแน่ๆ

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับตัวผมเองคิดว่า Sergey มีความคิดที่สุดยอดจริงๆ เพราะถ้าว่ากันถึงที่สุดแล้ว ความลับย่อมไม่มีในโลก การปิดบังข้ัอมูลรังแต่จะทำให้โอกาสในการได้รับแนวคิดดีๆ เหือดหายไป สู้เปิดเผยให้ทุกคนได้รู้เพื่อช่วยกันคิดและแก้ไขจะดีกว่า ถ้าเป็นผม ผมก็จะทำแบบเดียวกับ Sergey

อย่างนี้ ต้องเรียกว่า Sergey Brin มีดีเอ็นเอ open source ขึ้นสมองเลยทีเดียว

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , , , ,

Sep 21

สวัสดีค่ะ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้บัตรไปงาน Sexy Leo Girl Season 3 แบบกระทัน..
เพราะพึ่งจะสรุปได้ว่าไปแน่นอน ก็ตอนเที่ยงไปแล้ว เพราะไปรษณีย์พึ่งส่งบัตรมาถึงเอง..
งานนี้โชคดีเพื่อนสามีส่งบัตรมาให้ทั้งบัตร VIP และสำหรับคนทั่วไปอีกเพียบ เลยได้ทียกก๊วนชวนเพื่อนๆไปอีกหลายคนเชียวค่ะ แน่ล่ะ มีแต่หนุ่มๆอีกตามเคย…

 

แน่นอน..แขก VIP ต้องใช้บัตร VIP และต้องแจ้งทะเบียนรถ เพื่อเข้าไปจอดรถใกล้ๆงานได้เลย
แต่สำหรับบัตรทั่วไป ก็จอดรถได้หลายที่ แถมมีรถตู้รับส่งให้ถึงที่หมายด้วยค่ะ

แน่นอนที่สุดงานนี้ต้องมีพี่ “ลูกเกด” มาร่วมงานค่ะ ไงล่ะ ประชันกันสักหน่อย เทียบกันแล้วราวฟ้ากะเหวจริงๆนะนั่น …เอิ๊ก
Photobucket

เข้ามาภายในงาน ก็ได้เจอกับสาวๆมากมาย แสงสีชวนตื่นตาตื่นใจดีจังเล๊ยยย…นานๆได้มางานแบบนี้สักทีอ่ะเน๊อะ
Photobucket

…เอ่อ…พี่บอมบ์ ไม่ไหวแล้วนะ พี่มาถึงก็เล่นแบบนี้เลย กร๊ากๆๆ เรามีหลักฐานนะท่าน… ฮ่าๆๆ
ดูจากสีหน้าของพี่บอมบ์แล้ว ท่าทางจะมีความสุขมากเลยนะนั่น ฮี่ๆ
Photobucket

ภายในงานเลี้ยงเบียร์ไม่อั้นเลยจริงๆค่ะ ถ้าใครไม่ทานเบียร์ก็มีน้ำเปล่าให้นะคะ
ทั้งดื่มทั้งมันกันสุดๆไปเลยจ้า
ยังมีวง “Groove Riders” “กรุงเทพมาราธอน” มาแสดงกันบนเวที ทำให้ภายใน Moon Studio 8 ยิ่งร้อนขึ้นไปทุกทีๆ เลยล่ะ
สำหรับโยหรอ กรี๊ดดดดดดดดดๆๆๆๆ เพราะชอบพี่บุรินทร์ มากมายเลยจ้า
Photobucket

ภายในงานก็มีกิจกรรมให้บรรดาหนุ่มๆร่วมเล่นกันนิดหน่อย ใครเล่นได้ก็ได้ขึ้นไปถ่ายรูปและเต้นกับสาวๆ Leo ทั้งหลายค่ะ

เมื่อเริ่มสนุกกันมากขึ้น…กรึ่มๆ กันได้ที่แล้ว..ก็มีการแสดงของสาวสวย Sexy Leo Girl ทั้ง 7 ค่ะ
Photobucket

ขณะนี้ทั้งเสียงเชียร์จากเพื่อนๆของผู้เข้าประกวด และผู้มาร่วมงาน ดังกระหึ่มไปทั้งฮอลล์ รวมไปถึงท่าเต้นของสาวๆ ยิ่งทำให้ฮอลล์ร้อนแรงขึ้นอีกเป็นกอง…โอ้ววว
Photobucket

ต่างคน ก็ต่างงัดความสามารถที่มีอยู่ในตัวออกมากันอย่างเต็มที่ บวกกับความเซ็กซี่ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรียกกันว่าไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว
Photobucket

ภายในฮอลล์คนก็เริ่มแน่นขึ้นทุกทีๆ บนเวทีก็แสดงกันสุดฤทธิ์
Photobucket

เห็นแล้วเกโยก็ไม่วายอิจฉาจริงๆล่ะค่ะ ทั้งสวยทั้งอึ๋มและเซ็กซี่กันขนาดนี้…
Photobucket

ยิ่งมองแล้วอิจฉา เอาเป็นว่าเกศินีขอซัดเบียร์ แทนละกาน เอิ๊กๆ
Photobucket

โดยส่วนตัวเชียร์คนนี้จ้า เบอร์ 7 ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ เริ่มเมาละนั่น
Photobucket

เมื่อการแสดงของแต่ละท่านจบลง ก็ได้เริ่มเมามันอีกรอบกับการแสดงของ “พี่เจ เจตริน” (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด)
Photobucket

และแล้วก็ถึงเวลาประกาศผลกันสักที ลุ้นๆ กันอีกที คราวนี้เสียงเชียร์ยิ่งกระหึ่มหนักกว่าเดิมอีก…วู้วๆๆๆๆ
Photobucket

และแล้วรางวัลที่ 1 ของการประกวด Sexy Leo GirL Season 3 ก็คือเบอร์ 7 เย้เย้เย้ …. ร้องอย่างกะตัวเองได้รางวัลแน่ะเน๊อะ ฮ่าๆๆๆ
Photobucket

ความมันส์ยังไม่หมดเพียงแค่นี้
เพราะมีการแสดงของ “พี่ปู Blackhead” และ “Silly Fools”
Photobucket

สาวสวยที่เต้นอยู่ข้างๆ แว่วๆ ว่าเธอเป็นสาว Sexy Leo GirL Season 1
ดูคุณสามีซิ…เห็นสาวสวย Sexy เป็นไม่ได้เล๊ยยยย ก็น่านะ…สวยกว่าเมียตัวเองนี่หว่า เอิ๊กๆๆ
Photobucket

และแล้วขี้เมาทั้งหลายก็มันกันต่อ…
Photobucket

หนุกหนานมาก…
Photobucket

รูปสุดท้าย…อย่าพึ่งต๊กกะใจว่าเกโยไปกอดกะชายอื่นที่มิใช่สามีได้อย่างไร
จะว่าไปแล้ว…เค้าคือ “อดีตสามี” กร๊ากกกกกกกกกกกกกก ไม่ใช่ ซะหน่อย
ฮ่าๆๆๆๆๆ จริงๆแล้วคือเพื่อนสามีนั่นแหล่ะ
ขอเล่าสักหน่อย..สมัยก่อนที่แกจะเข้าวงการ เคยไปนั่งกินเหล้าด้วยกันยันเช้า ไอ้เราก็เมาหลับไปก่อน เรียกหาพี่ต้น … ก็จะได้ยินเสียงตอบกลับมาว่า
“พี่ต้นอยู่นี่” แต่คนที่ตอบคือพี่แฟรงค์ คนนี้นั่นเอง…
แล้วก็ขึ้นไปนอนชั้นบนซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าของร้าน…
ตื่นมาอีกที..เกศินี ต๊กกะใจ ใครอ่ะ มานอนข้างๆ ฉัน
ไม่วายนะ สำรวจตัวเองอีกต่างหาก ว่าโป๊รึป่าว ….. ฮ่าๆๆๆ อย่างฮาอ่ะ
แบบว่า พี่แฟรงค์เค้าคงไม่หน้ามืดขนาดนั้นหรอกเน๊อะ…
อ่อ แล้วพี่ต้นเอง..ก็นอนอยู่ข้างๆกันนี่แหล่ะ ว๊ากๆ ….แบบนี้จะเรียกอดีตสามีดีไหมเนี่ย ฮี่ๆๆ…ขำๆน่ะ

สำหรับงานวันนี้ ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับ “พี่ตี๋” ที่ให้บัตรมานะคะ
และขอบคุณอย่างมากกับ “พี่นภัส” ทีให้ลองกล้อง Sony A700 ตัวที่อยากได้ แหม๋…มันแจ่มจริงๆเลยจ้า
แต่ว่าเสียดายอย่างแรงที่ไม่มีแฟลชตัวใหญ่ ถ่ายมาคงได้แสงนวลกว่านี้
สำหรับเลนส์ที่่ใช้คือ เทเล 70-210 อยู่ไกลถ่ายเจาะได้แจ่มอยู่ แต่แอบโฟกัสลำบากพอสมควรค่ะ
และเลนส์อีกตัวที่ใช้คือของที่โยมี เป็น Tamron 17-50 ตัวที่ใช้ถ่ายประจำๆค่ะ
ไว้ว่างๆ จะยืมไปลองตอนกลางวันมั่งนะเฮีย ฮ่าๆๆๆ ขอบคุณล่วงหน้าค๊าบบ

ไปล่ะ เดี๋ยวต้องไปทำคลิปต่อ…สวัสดี

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by FreakGirL \\ tags: , , ,

Sep 20

 

กำธร ชายหนุ่มซึ่งกำลังเดินทางไปต่างจังหวัด  จะไปร่วมงานศพของญาติเพื่อน 

 เขาเกิดอาการปวดท้องขึ้นมา จึงขับรถเข้าปั๊มน้ำมันซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาตี 2 

 ภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันแห่งนั้น  เงียบมาก ไม่มีคนอยู่ในห้องน้ำเลยสักคน

 แต่ด้วยที่ปวดท้องอย่างรุนแรงจึงตัดสินใจเข้าห้องน้ำ แม้ใจจะรู้สึกกลัวก็ตาม

 นั่งไปได้สักพักก็ได้ยินเสียง เสียงหนึ่งลอยขึ้นมาจากห้องข้างๆ

 ??? :  สวัสดี

อยู่ดีๆก็มีเสียงทักจากห้องข้างๆ ทำให้เขาสะดุ้งและก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันที จำได้ว่าตอนเข้ามาไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำเลยสักคน แต่ถึงกระนั้นเขาพยายามมองโลกในแง่ดี เรามาดีคงไม่มีอะไรหรอก เป็นงัยเป็นกัน เขาเลยตัดสินใจทักตอบกลับไป

 ชายหนุ่ม :  สวัสดีครับ   (เสียงสั่นๆ)

 ??? :  เสียงคุ้นๆจำได้มั้ย……..

 ชายหนุ่ม : จะจะจะจำไม่ได้ครับ  ขอโทษด้วย  (ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกักพร้อมกับกำพระที่ห้อยคอจนแน่น)

 

———-เกิดความเงียบ————

 

??? :  จำไม่ได้งั้นเหรอ……

 ชายหนุ่ม : ผมจำไม่ได้จริงๆคร้าบบ  (ชายหนุ่มตะโกนและสะอื้นเพราะความกลัวสุดขีด)

 ??? : ……………..

 ??? : อยู่คนเดียว ไม่กลัวเหรอ……(พร้อมกับน้ำเสียงที่แสดงถึงความโกรธ และอาฆาต)

 ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว จึงร้องไห้และคร่ำครวญว่าอย่าทำอะไรเขาเลย เขากลัวมาก เขาจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ อย่ามารังควานเขาเลย

………………………………

……………………….

……………………………

 ??? :  น้องกิ๊บจ๊ะ งั้นพี่วางสายก่อนนะ  ไม่รู้อ้ายห้องข้างๆมันแหกปากหา !#$#&* ไรนักหนา  พี่พูดไรไปมันพูดตอบกลับมาตลอดเลย!

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by ESSE \\ tags:

Sep 19

Sarah Palin

แฮ็คเกอร์กลุ่มหนึ่งได้โพสต์บทความใน wikileaks.org ว่าพวกเขาสามารถแฮ็คอีเมลที่มีชื่อว่า gov.palin@yahoo.com ของ Sarah Palin ผู้ว่าการรัฐอแลสก้า และยังเป็นผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลีกันอีกด้วย

โพสต์ไม่โพสต์เปล่า ยังมีหลักฐานยืนยันความสามารถของกลุ่มแฮ็คเกอร์นี้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพส่วนตัวของ Palin, ภาพ screenshot หน้าจอ inbox, และข้อความอีเมลที่ Palin ส่งถึงผู้รับหลายคน หนึ่งในนั้นคือ Arnold Schwarzenegger ผู้ว่าการคนเหล็กแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่โดยวอชิงตันโพสต์ Rick Davis ผู้จัดการหาเสียงของ John McCain ก็ออกมาแถลงข่าวว่า เรื่องนี้เป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวและละเมิดกฎหมายอย่างรุนแรง ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบแล้ว และหากใครมีข้อความอีเมลเหล่านั้นอยู่ กรุณาลบทิ้งเสีย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องการแฮ็คเข้าไปยังอีเมลส่วนตัวของ Palin แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางราชการ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า Palin เป็นถึงผู้ว่าการรัฐ แต่กลับใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่อเรื่องราชการ

ภาพ screenshot หน้าจอ inbox ของ Palin แสดงให้เห็นถึงหัวข้อในอีเมล ซึ่งพบว่ามีการใช้อีเมลนี้ส่งข้อความทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องราชการ อีเมลฉบับหนึ่งมีหัวข้อ “ร่างจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐ Schwarzenegger / เรื่องภาษีบรรจุภัณฑ์” และอีกฉบับมีหัวข้อ “ประเด็นงบประมาณและบุคลากรของ DPS” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีกว่า DPS ย่อมาจาก Department of Public Safety ของรัฐอแลสก้านั่นเอง

กรณีนี้เองที่ทำให้ Andree McLeod นักเคลื่อนไหวในรัฐอแลสก้า ยื่นฟ้องศาลภายใต้ พ.ร.บ.ความเสรีของข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้มีการเปิดเผยอีเมลของ Palin อีกหนึ่งชื่อคือ gov.sarah@yahoo.com ซึ่งสงสัยว่า Palin อาจจะใช้อีเมลนี้ติดต่อเรื่องทางราชการอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานของ wikileaks.org ได้ทดลองส่งข้อความไปยังอีเมลทั้งสองชื่อนี้ ปรากฏว่ามันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวเป็นคนลบเอง เนื่องจาก Yahoo หรือผู้ให้บริการอีเมลทั้งหลาย จะยึดถือความเป็นส่วนตัวของลูกค้า โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือทำการใดๆ ได้เลย

“ถ้า Palin ดำเนินงานของรัฐด้วยการใช้อีเมลส่วนตัวติดต่อสื่อสาร โดยไม่ได้คำนึงถึงความลับของราชการแบบนี้ แล้วต่อไปจะไปทำอะไรอีกในอนาคต ถ้าเธอสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับสำคัญของชาติ?” Andree McLeod ซึ่งยื่นฟ้องศาลขอให้มีการเปิดเผยข้อมูล กล่าวอย่างมีอารมณ์

“ผู้ว่าการรัฐควรจะใช้อีเมลของทางการ ซึ่งมีให้เฉพาะอยู่แล้ว แต่นี่เธอกลับใช้บริการฟรีของ Yahoo”

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , ,

Sep 14

เมื่อราวสามสี่เดือนก่อน เราได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ ก็ว่าคุ้น ๆ เหมือนชื่อเพลง ๆ หนึ่งของคณะ ABBA วงดนตรีบุกเบิกยุคดิสโก้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน นอกจากนั้นก็ไม่มีความรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพิ่งจะมารู้อีกทีก็อ่านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากละครเวทีชื่อดังในชื่อเรื่องเดียวกัน

แต่ที่ดึงดูดให้ไปดู Mama Mia และจดจ่อรอชมเมื่อราวหนึ่งเดือนที่แล้วคือ ตอนได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ แล้วเพิ่งมารู้ว่า ดารานำแสดงคือ เมอรีล สตรีพ เธอเป็นดาราขวัญใจเรานานแล้วในแง่บทบาทการแสดงอันหลากหลายของเธอจากภาพยนตร์หลายเรื่อง เธอไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเธอคือ เมอรีล สรีฟ ในทุกบททที่เธอเล่น (ต่างจาก ทอม ครู๊ส นักแสดงคนเดียวที่เรารู้สึกว่า เขาคือ ทอม ครู๊ส ตลอดเวลาไม่ว่าจะเล่นเรื่องไหน ก็เลยไม่ค่อยปลื้มตาทอมค้นนี้เหมือนที่คนอื่น ๆ ปลื้มสักเท่าไหร่)

เรื่องแรก ๆ ที่ได้ดูแล้วประทับใจก็คงเป็น The River Wild หนังแนว psycho-thriller บทบาทในเรื่องนี้ของเธอเริ่มต้นจากแม่บ้านใสสะอาดของครอบครัวเล็ก ๆ กลายกลับมาเป็นหญิงหัวใจแกร่ง จากจิตใจที่หวาดกลัวสุด ๆ จนแปรเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความกล้า และต้องหันกลับมาสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอดจากภัยร้ายของฆาตกรโรคจิต (ที่แสดงโดย เควิน เบคอน)

จากนั้นมา เมื่อไหร่ที่มีชื่อเธอนำแสดงในหนังเรื่องใด เรามักจะไม่พลาดที่ติดตามผลงานของเธอ

ใน Mama Mia เราได้เห็น เมอรีล สตรีฟ รับบทบาทของแม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง Donna เป็นคุณแม่ที่สดใส ร่าเริง ขี้เล่น อารมณ์ดีได้ตลอดเวลา แม้ฐานะทางการเงินของธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ที่เธอเป็นทั้งเจ้าของและบริหารเองบนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของประเทศกรีซ ดูออกจะง่อนแง่น กระท่อนกระแท่นเต็มที เงินขาดมือ สภาพโรงแรมก็ชำรุดทรุดโทรมแม้ว่าในก้นบึ้งของหัวใจ ในบางห้วงเวลาเธออาจจะแอบฝันว่าจะมีเจ้าชายมหาเศรษฐีสักคนมาช่วยกอบกู้ทั้งสภาพจิตใจ และสภาพการเงินของเธอบ้างในตอนนี้ก็ตามที (แหม.. ก็นะ คนเราก็ต้องมีความฝันกันบ้าง แม้มันจะลม ๆ แล้ง ๆ ไปบ้างก็เถอะ :D) แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่เป็นกำลังใจให้เธอสู้ชีวิต อย่างไม่ท้อใจมาตลอด ในสถานะที่เรียกได้ว่า Single Mom ก็คือ ลูกสาววัยยี่สิบคนเดียวของเธอ คือ Sophia

และ Sophia ลูกสาวของเธอคนนี้ กำลังจะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาในอีกไม่นาน แต่ปัญหาสำหรับ Sophia อันเป็นปมในใจที่อยากจะคลี่คลายออกมาก่อนที่จะแต่งงานไปกับชายคนรัก เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่ถูกคนรักจากลาทิ้งให้อยู่คนเดียวเหมือนที่ Donna แม่ของเธอเจอมา ก็คือการตามหาพ่อแท้ ๆ ผู้ให้กำเนิดเธอให้เจอ และแอบเชิญ (โดยไม่บอกให้แม่หรือว่าที่เจ้าบ่ายของเธอรับรู้) ให้มาในงานแต่งงานครั้งสำคัญในชีวิตของเธอครั้งนี้

แต่พระเจ้าดันมาเล่นตลกตรงที่มีรายชื่อชาย 3 คน คือ Sam, Bill และ Harry ในสมุดบันทึกเล่มเก่าของแม่ที่ถูกเอ่ยชื่อถึงความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวเมื่อครั้งเก่า ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดออกมา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 3 คนนี้ที่จะเป็นพ่อของ Sophia และตั้งแต่เธอเกิดมา แม่ก็ไม่เคยบอกเลยว่า ใครคือพ่อของเธอ

นั่นคือปมหลักของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อว่าคนดูหลาย ๆ คนเดาแนวทางของหนังประเภทนี้ กันได้ไม่ยากนักว่าหนังจะดำเนินต่อไปถึงจุดคลี่คลาย และจบลงด้วยความรู้สึกแบบไหน

แล้วถ้าจะถามว่าหนังนี้เหมาะกับคนดูที่อยากดูหนังแบบไหน อย่างไร ก็คงตอบได้ไม่ยากเช่นกัน เพราะนี่คือหนังเพลง พอมีเพลงประกอบในหนังเยอะ ๆ  เสียงเพลง ก็ย่อมนำพามาซึ่งความรู้เบิกบาน สนุกสนาน จรรโลงใจ ดูจบก็เดินออกจากโรงหนังด้วยความชุ่มฉ่ำหัวใจ ช่วยเสริมเติมประกายความหวังในชีวิต (โดยเฉพาะหญิงสาววัยเลยเลข 3 รวมไปถึงสาว ๆ ที่แม้จะเลยหลัก 4 หรือ 5 กันไปแล้วก็ตาม) ได้ดีนักแล

และอาจได้ข้อคิดกับชีวิตบ้างเล็กๆ น้อย ๆ พอให้กระตุกปลายประสาทในสมองให้มีประจุไฟฟ้าตัวเล็ก ๆ วิ่งแล่นแปล๊บ ๆชนิดที่ไม่ถึงขนาด ทำให้กลับไปถึงบ้านแล้วต้องเอาอวัยวะเบื้องล่าง (สุด) ก่ายหน้าผากก่อนนอนไปอีกสามวันสามคืน :D

ฉากที่ชอบที่ที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ ฉากตอนร้องเพลง Dancing Queen อันแสนครึกครี้นตื่นตาตื่นใจเรายิ่งนัก เป็นฉากที่ Donna รู้แล้วว่าอดีตกิ๊กเก่าของเธอเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้ง 3 คนมาร่วมงานแต่งงานลูกสาวในครั้งนี้ด้วย (แต่เธอไม่รู้ว่าลูกสาวเธอเป็นคนเชิญชายทั้ง 3 คนนี้มาเอง)

เธอเป็นวิตกกังวล และสับสนใจใน ใจหนึ่งก็เบิกบานยิ่งนักเมื่อรู้ว่าคนที่เคยรักหวนกลับมา แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าลูกสาวรู้แล้วจะรับเรื่องราวผิดพลาดของแม่ในอดีตแบบนี้ไม่ได้ ทำให้ลูกสาวสุดดวงใจของเธอเสียใจ และในที่สุดการก้าวเดินสู่ประตูวิวาห์ของลูกสาวอาจล้มเลิกกลางคัน

แต่เพื่อนสนิทผู้แสนเก๋าและก๋ากั่น 2 คน (มีคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนเราเห็นหน้าแล้วนึกถึง เจ้ากอแก้ว ผสม Elton John ยังไงก็ไม่รู้ ดูใบหน้าออกจะละม้ายคล้าย ๆ กัน) ของ Donna ที่ได้รับเชิญมางาน ก็ปลอบใจเธอประมาณที่เราตีความเอาเองว่า

ถึงเธอจะผ่านเรื่องร้าย ๆ มา ผิดหวัง ระทมทุกข์ และตอนนี้เธออาจจะยังคงมีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ทั้งภาระการงานและครอบครัวอันหนักอึ้งบนสองบ่า อีกทั้งปัญหาที่ประดังเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่…

แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีความสุขไม่ได้นะ จงอย่าปิดกั้นมัน เมื่อมันเดินทางมาเยือน (หรือแม้มันอาจไม่มาเยือนก็ตาม) เธอมีสิทธิ์ตรงนั้น และเธอก็ได้รับสิทธิ์นั้น จงคว้ามันไว้ เธอก็ยังร้องเพลงได้ เธอเต้นระบำได้ เธอยังมีความสุขในชีวิต เธอไม่ได้ถูกสาปให้จมปลักอยู่ในความทุกข์ไปตลอดซะหน่อย และ…. เธอก็มีความรัก (ครั้งใหม่) ได้ไม่ต่างจากใคร จงเปิดรับมันเถอะ

ฉากที่ร้องเพลง Dancing Queen จะมีตัวประกอบเยอะแยะมากมายที่รับบทเป็นเหล่าแม่บ้านประจำโรงแรมต่างพากัน สลัดผ้ากันเปื้อนทิ้ง วางกระทะ ทัพพี ตะหลิว อุปกรณ์การครัว อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายแหล่ ออกมาร้องเพลงและเต้นไปตามจังหวะเพลงพร้อมเพรียงกันอยากมีความสุขสนุกสนาน

เหมือนจะบอกกับเราว่า แม้ว่าคุณผู้หญิงที่เหนื่อยหนักอยู่หน้าเตาไฟ ตระเตรียมอาหารในห้องครัว หมกมุ่นอยู่กับการเช็ดล้างกวาดถูทำความสะอาด อาบเหงื่อตากน้ำอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวัน แต่ก็ใช่ว่า คุณจะสนุกกับชีวิตไม่ได้นะ คุณยังร้องเพลงได้ เต้นรำได้ มีความสุขกับชีวิตเท่าที่พึงจะคว้าได้ไม่ต่างจากใคร

ในยามที่บ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจุดเปลี่ยนผ่าน และพวกเราหลายคนในฐานะของประชาชนของประเทศนี้ ต่างก็วิตกกังวลไม่แพ้กัน ถึงความเป็นไปต่าง ๆ นานา ว่าเมื่อเปลี่ยนไปแล้ว มันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่

แต่… ใช่ว่าเราจะหาความสุข หรือหาด้านที่ดีให้กับชีวิต หรือมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไม่ได้เอาเสียเลย และ Mama Mia ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในยามนี้ ในการแสวงหาความสุข ความเบิกบานใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหลบลี้หนีบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง

อย่างน้อยดูหนังเรื่องนี้จบ ถ้าคุณไม่ได้ยิ้มให้คนข้าง ๆ หรือไม่มีคนที่บ้านให้ยิ้มด้วย เพียงแค่ได้ยิ้มคนเดียวให้กับตัวก็ยังดี (ถ้าไม่กลัวใครจะมองว่าบ้า 55) ใช่ไหม…   :)

ปล. หนังเรื่องนี้เพลงเพราะ ๆ เก่า ๆ ยุคดิสโก้ คุ้นหูเยอะเลย (แม้เราจะเกิดไม่ทันฟังก็ตาม อิอิ) ไม่ว่าจะเป็น Honey Honey หรือ Money Money และอีกหลายเพลงมากมาย บางเพลงชวนให้ลุกขึ้นมาแดนซ์ในโรง แต่ยังมิกล้า ได้แต่กระทืบเท้า เอ๊ย… กระดิกเท้าตามจังหวะ :D

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Sep 14

เมื่อ วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเยือนแดนปลาดิบ แดนซากุระ หรือแดนอาทิตย์อุทัย ตามแต่ใครจะนิยมเรียก ที่นั่นก็คือ แดนญี่ปุ่น นั่นเอง โดยมีไกด์สาวแสนสวยอาสาพาไปเที่ยว ที่สำคัญคือ เน้นเรื่องกินเป็นพิเศษ

ได้ไปทั้งทีก็เลยถือโอกาสเก็บรูปร้านรวงแถวที่ไปเดินเที่ยวมาฝากกัน ทั้งร้านแว่นตา ร้านอาหารญี่ปุ่น

บ่าย ๆ ระหว่างเดินเล่น ก็แวะตามร้านอาหาร เปิดดูเมนูที่วางอยู่เรียงรายอยู่หน้าร้าน แล้วท้องก็เริ่มร้อง เกิดอาการหิวขึ้นทันใด ทั้ง ๆ ที่ก่อนมาก็บอกไกด์สาวไปแล้วว่าทานมื้อเที่ยงมาเรียบร้อยแล้ว แต่พอไกด์สาวรู้ว่าเราหิว อยากกินขึ้นมาอีก เธอถึงกับผงะ (แบบเก็บอาการ) เล็กน้อย ในใจเธอคงคิดว่า และแล้วเธอก็ได้เจอปอบจากเมืองไทยที่ร่ำลือกันมานาน อยู่ตรงหน้าเธอวันนี้นี่เอง

เราสองคนก็เลยเข้าไปสั่งอาหารกิน เป็นอาหารจานเดียวคนละหนึ่งอย่าง เรากินข้าวกุ้งเทมปุระ ส่วนไกด์สาวโซ้ยหมี่เย็น เธอให้เราลองชิมหมี่เย็น รสชาติอร่อยมากกก จนคิดว่าต้องกลับมากินหมี่เย็นที่นี่อีกให้ได้ ไฮ้!!!…..

เสียดายที่ถ่ายรูปอาหารไว้ไม่ทัน เพราะพออาหารมาเสิร์ฟ เราทั้งสองก็จัดการอาหารตรงหน้าทันที แบบไม่ยั้งคิดว่าควรจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้

หลังจากนั้น ก็เดินเล่นต่อไปเจอร้านเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น ชื่อร้าน “คัสตาร์ด นากามูระ”

ขอบอกว่าต้องถูกใจสาว ๆ ที่รักการกินเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะจะมีแต่ขนมเบเกอรี่หน้าตาน่าทาน หลากหลายสารพันชนิด ชวนให้เพลิดเพลินไปกับการเดินเลือกขนมอย่างมีความสุขยิ่งนัก

เราซื้อขนมติดมือกลับบ้านไป 3 อย่าง ที่ไม่พลาดคือ คัสตาร์ด (รสส้ม) เพราะเป็นของโปรดมาแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างเป็นขนมที่เห็นในภาพข้างล่าง (รูปบน เสียดายที่ใช้แฟลชถ่าย เลยดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่) จำชื่อไม่ได้แล้ว เหมือนเป็นแป้งช็อคโกแล็ต โรยงา เนื้อข้างในมีลูกเกดสอดแทรกเป็นระยะ ๆ (ใช้คำแปลกจังนิ ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี 55)

กินแล้วทำให้นึกถึงขนมถ้วยฟูสีน้ำตาล อ่อน ๆ ของจีน ที่เคยกินแถวบ้านตอนเด็ก ๆ เนื้อแป้งหยุ่น ๆ คล้าย ๆ กัน เพียงแต่อันนี้เป็นรสช็อตโกแลต ส่วนขนมอย่างที่สามที่ซื้อจำไม่ได้แล้วว่าเรียกอะไร

จะสังเกตเห็นว่ามีป้ายบอกชื่อขนมและราคาเป็นภาษาไทย เพราะลูกค้าคนไทยของที่นี่เยอะมาก :D

จบจากร้านเบเกอรี่ เราสองคนก็ไปทานเค้กอร่อย ๆ กันต่อที่ โตเกียวทาวเวอร์ ฝั่งตรงข้าม :D เดิน หาร้านเค้กที่เหมาะอยู่นานพอควรกว่าจะลงตัว ระหว่างที่เดินหาร้านเค้กนั้น ก็ลองชิมขนมไหว้พระจันทร์ของโรงแรมโอเรียลเต็ล ที่เค้าตั้งไว้ให้ทดลองชิม

เราก็ชิมไป ถามไป ว่าขนมราคากล่องละเท่าไหร่ กล่องละกี่ลูก ที่อยากรู้ เพราะความหลังฝังใจจากคนข้างบ้าน คนข้างบ้านที่หาดใหญ่เป็นร้านทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีชื่อมากที่สุดใน หาดใหญ่ ปีหนึ่ง ๆ ขายขนมไหว้พระจันทร์ครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งปี ทั้งครอบครัว เจ้าของร้านตอนนี้อายุเก้าสิบกว่าปีแล้ว (ว่าแล้ว คงต้องให้ที่บ้านส่งมาให้กินซะหน่อย อิอิ)

ในที่สุดก็มาลงตัวที่ร้าน คาเฟ่ เดอ ตู ก็กินเค้กกันไปคนละก้อน รูปบนเป็น “แครอทเค้ก” ของเราเอง มีรอยแหว่งไปนิดนึง ส่วนรูปล่างเป็น “เค้กส้ม” ของไกด์สาวที่นั่งแอบเอียงตัวอยู่ในรูปล่างขวามือ ซึ่งจะสังเกตเห็นลายเสื้อกิโมโนของเธอแว้บ ๆ :) ติ นิดนึงคือ ชามะนาวของร้านหวานมากไปหน่อย จนเราต้องหาน้ำเปล่ามาเติม ไม่ชอบอะไรที่หวานมาก ๆ นะเคอะ (แหวะๆ ใครจะมาหวานกะแก เสียงกระซิบจากไกด์สาว 55)

จากเวลาประมาณสี่โมงเย็นจนถึงทุ่มครึ่ง กินไปเม้าท์ไป เม้าท์ไปได้ยัง  เม้าท์จนเราหน้ามืด หน้ามึน เมาข้อมูลตึ๊บ ๆ กลับมาบ้านส่องกระจกสังเกตเห็นใต้ตาบวมเขียวเชียว คงเพราะใช้เวลาในการกินไปคุยไปนานจนเกินไปจนทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นหลอดเลือดใต้ตาไม่ทัน (จากคำวินิฉัยของแพทย์ประจำตัว)

สุดท้ายก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อท้องอิ่ม สติสตังคืน ความทรงจำต่าง ๆ ก็ถอยกลับมาที่จุดเริ่มต้น ก่อนจะเหยียบแดนอาทิตย์อุทัย และแล้วก็เรารู้ตัวเองว่า แดนปลาดิบที่มาเดินกันครึ่งวันนั้น อยู่ในซอยตรงข้ามห้างดิ เอ็มโพเรี่ยม ณ บางกอก บ้านเราที่เป็น Little Japan ในเมืองกรุงนี่เอง

แหม… ก็บรรยากาศมันญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นยังกับได้ไปเหยียบมาจริง ๆ นี่นา

และสุดท้ายของสุดท้าย ไกด์สาวชาวญี่ปุ่นเธอก็ยอมเปิดเผยโฉมหน้าตัวเอง
โดยให้ถ่ายรูปติดมือกลับมาหนึ่งใบ…. นี่ไงงงงงง

V
V
V

ปล. ไอเดียในการเขียนเรื่อง ได้จากไกด์สาวคนนี้นี่เอง “โดะโมะ อาริงาโตะ โกะไซมัส ขอบคุณหลาย ๆ นะคะ”