Jun 15

หนังจากประเทศอิตาลีเรื่อง Gomorrah เป็นหนังที่ส่วนตัวตั้งความคาดหวังไว้ต่ำมาก ตอนแรกเข้าใจว่าหนังคงจะอืด เอื่อย เนือย ตามจังหวะจะโคนในการดำเนินเรื่อง ในรูปแบบลีลาของหนังยุโรป ตามประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยผ่านตามา ซึ่งเหตุที่วาอาจจะทำให้ตัวเองนั้น ลุกออกจากโรงหนังก่อนเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งของหนัง

แต่ปรากฏว่าผิดจากที่คาดไว้ หนังอาจจะดูเหมือนจะเรื่อยเรียบผิดไปจากแบบแผนของหนังประเภทแก๊งสเตอร์ หรือหนังมาเฟีย ในแบบที่ควรจะเป็นก็จริงอยู่

ทว่าเนื้อหาหรือประเด็นของหนังที่นำเสนอนั้น ชัดเจนแจ่มแจ้ง สะท้อนความเป็นจริงที่แสนอดสู ในสังคมโลกที่หมุนไปตามกระแสของแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่แลกทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามแต่ใจต้องการ ที่เราเรียกว่า เงิน นั่นเอง

เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้แค่เพียงบอกเล่ารายละเอียดของวงจรอุบาทว์ซ้ำซากขององค์กรอาชญากรรมระดับยักษ์ในเมืองเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลี ที่เรียกกันว่า “Gomorrah” ซึ่งเราอาจจะพบเห็นได้จากหนังแนว Gangster (เช่น Godfather หรือ Goodfellas) โดยทั่วไปเท่านั้น

                       

หากแต่เปรียบเทียบให้เห็นว่า ในกระแสธารแห่งทุนนิยมของโลกปัจจุบันนี้ หลาย ๆ อุตสาหกรรมหรือองค์กรธุรกิจนั้น ร่ำรวยทุนทรัพย์มากมายมหาศาล ได้ด้วยการแล่นเนื้อเถือหนัง ย่ำผ่านรอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คนจำนวนมาก อย่างที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าเหล่าพวกแก๊งอาชญากรรรมที่ค้าขายของเถื่อนของผิดกฎหมายเลย

 

เพราะแทบทุกองค์กรธุรกิจ มีเป้าหมายสูงสูดอยู่ที่ Maximize Profit หรือการก่อให้เกิดกำไรสูงสุด ซึ่งในวิถีแห่งธุรกิจ สิ่งที่ดำเนินคู่ขนานไปด้วยกัน ก็ย่อมหมายถึง “Minimize Cost” หรือการลดต้นทุนในการผลิตและต้นทุนดำเนินการให้ต่ำที่สุดในทุก ๆ ทางที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ ค่าแรงงงาน เครื่องจักร และอื่น ๆ

ในหนังเรื่อง Gomorrah นี้ประกอบไปด้วยเรื่องราว 5 เรื่อง ที่เกาะเกี่ยวเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนเส้นสายใยบาง ๆ ที่ยึดโยงเข้าไว้ด้วยกัน อันไม่อาจมองเห็นแค่ด้วยสายตา แต่ละเรื่องราวได้ส่งแรงปะทะที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปมายังชีวิตของแต่ละคน ในแต่ละเรื่องราวอย่างแนบเนียนจนอาจไม่สังเกตเห็น

ไม่ต่างจากชีวิตจริงของคนเรา ซึ่งเราไม่มีวันรู้ได้อย่างชัดเจนแบบจับต้นชนปลายได้ถูกหรอกว่า แรงปะทะจากบางคนที่ส่งมานั้น มาจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับของบุคคลนั้นจากเรื่องใดมาก่อนหน้านี้

ในจำนวนเรื่องราว 5 เรื่องในหนัง Gomorrah นี้ มีอยู่ 2 เรื่อง ที่ส่วนตัวให้ความรู้สึกชอบพอเป็นพิเศษ (อีก 3 เรื่องที่เหลือเป็นเรื่องราวของมาเฟีย Gomorrah ที่ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน)

 

 

 

เรื่องแรก คือเรื่องของ ปาสเควล ช่างตัดเสื้อฝีมือชั้นครูคนหนึ่ง บริษัทผลิตชุดราตรีให้กับบรรดาดีไซเนอร์แฟชั่นชื่อก้องโลกทั้งหลาย เป็นชุดราตรีแบบที่ใช้ในในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือคนมีชื่อเสียง

ปาสเควลเป็นหัวทีมช่างตัดเสื้อของบริษัท นอกจากดูแลเรื่องการตัดเย็บแล้ว ก็ต้องดูแล เจรจาต่อรองผลประโยชน์ให้กับทีมงานช่างตัดเย็บของเขาด้วย แต่เขาและทีมงานก็มักถูกเอาเปรียบเรื่องค่าตอบแทนอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อเร่งการผลิตให้ส่งงานได้ทันกำหนด โดยไม่ได้ค่าโอทีตามที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าของบริษัท ตัวเขาเองนั้นมีรายรับก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายและหนี้สินที่นับวันมีแต่จะพอกพูนสูงท่วมตัว

จนในที่สุด ปาสเควลก็จำต้องเป็นคนทรยศต่อบริษัทที่เขาทำงาน (โดยเจ้าของบริษัทชุบเลี้ยงเขามาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานในโรงงาน)  เมื่อวันหนึ่ง เจ้าของโรงงานผลิตชุดราตรีที่จะนับว่าเป็นคู่แข่งก็ได้ ซึ่งเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพมาใช้แรงงานหาเงินจนตั้งตัวประกอบธุรกิจในเมือง ในประเทศอิตาลีที่ปาสเควลเป็นเจ้าของประเทศ

เจ้าของโรงงานชาวจีนคนนั้น มาชักชวนปาสเควลไปสอนการตัดเย็บชุดราตรี (แบบฝีมือปราณีต) ให้คนงานในโรงงานซึ่งล้วนแต่เป็นช่างเย็บผ้าชาวจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น โดยให้ผลตอบแทนในการว่างจ้างให้ไปสอนเป็นรายได้อย่างงาม และปาสเควลก็ชอบทั้งงานและถูกอัธยาศัยกับชาวจีนที่เขาร่วมงานด้วยเป็นอย่างดี แม้จะต้องใช้วิธิการแปลกประหลาดในการหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวระหว่างเดินทางไปสอนที่โรงงานของนักธุรกิจจีนคนนั้นในทุกครั้งก็ตามที

ความนี้รู้ไปถึงเจ้านายเก่าของปาสเควล ว่าช่างตัดเย็บฝีมือเอกของตัวเอง ถูกคู่แข่งแย่งชิงตัวไป ซึ่งนั่นนำมาสู่การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมชุดราตรีอย่างมากมายมหาศาล วิธีการแก้ลำ เพื่อแย่งชิงทั้งตัวปาสเควล และรายรับอันมหาศาลกลับคืนในธุรกิจแฟชั่นอันเลิศหรูนี้นั้น ต้องแลกด้วยเลือดและชีวิต ที่ช่างไม่แตกต่างอะไรกับการทำตัวเป็นคนเถื่อน เป็นอาชญากรนอกกฎหมาย เฉกเช่นแก๊ง Gomorrah นั้นเลย

ในเรื่องของช่างตัดผ้า ปาสเควล คนนี้ มีฉากที่แอบให้ชวนหัวเล็ก ๆ ประหนึ่งเหมือนเสียดสีเย้ยหยันตัวเองไปในตัว คือตอนที่ปาสเควล สอนเน้นย้ำให้คนงานช่างเย็บผ้าชาวจีนที่เป็นลูกศิษย์ของเขา ให้ตัดเย็บงานทุกชิ้น “ด้วยหัวใจ ด้วยความรัก ในขณะที่หมุดหมายหลักสำคัญของปาสเควล ที่ยอมมาสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ในการตัดเย็บชุดราตรีอันสุดปราณีตของเขาในครั้งนี้ มีเพียงเป้าหมายเดียวคือเพื่อ เงิน ที่จุนเจือเกื้อหนุนปากท้องของภรรยาและลูกน้อยอันเป็นที่รักของเขาเท่านั้น

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ นักธุรกิจที่ทำบริษัทรับกำจัดขยะ เขาได้งานเป็นสัญญาว่าจ้างให้บริษัทของเขากำจัดขยะนับสิบฉบับจากหน่วยงานหรือองค์กรใหญ่ทั่วอิตาลี ซึ่งกุญแจแห่งชัยชนะที่ทำให้เขาได้สัญญาว่าจ้างดังกล่าวมา จนเสมือนเป็นการผูกขาดธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว ก็คือ การเสนอให้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งถึงครึ่งต่อครึ่ง

ซึ่งนั่นก็เป็นไปตามหลักของกลไกธุรกิจที่หมุนด้วยกระแสทุน  ซัพพลายเออร์หรือคู่ค้ารายใดให้ราคาถูก สามารถลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้ และนั่นย่อมหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้น (โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น ๆ ที่มีต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสุขอนามัยความเป็นอยู่ของประชาชนน้อยมาก) คู่ค้ารายนั้นก็ย่อมได้งาน หรือได้รับการว่าจ้างไป

ด้วยราคาที่ถูกว่าคู่แข่งครึ่งต่อครึ่งนี่เอง ที่ทำให้เจ้าของบริษัทกำจัดขยะรายนี้ จำต้องหาแรงงานที่ราคาถูก ซึ่งนั่นหมายถึงแรงงานที่มีทักษะในการทำงานที่ต่ำด้วย (แล้วก็จะตามมาด้วยปัญหาใหญ่น้อย ที่จะคอยลดประสิทธิผลของงาน ในระหว่างการทำงานอีกมากมาย) ต้องเสาะแสวงหาที่ดินที่มีราคาค่าเช่าถูก ๆ จากชาวบ้าน สำหรับเป็นแหล่งฝังกลบซากขยะ  ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่แค่ขยะธรรมดา ๆ แต่มันเป็นขยะที่ปนเปื้อนไปด้วย เชื้อโรค สารเคมี สารพิษนานาชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงโรคภัยร้ายจากขยะพิษ ที่รุมเร้าสุขภาพร่างกายของเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าที่สำหรับฝังกลบขยะเหล่านั้นเสียเอง

และนั่นคือ ราคาแพงมหาโหดอันหาที่สุดไม่ได้ ที่โลกมนุษย์ของเราต้องจ่ายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แบบที่ไม่อาจนับเป็นตัวเงิน และหาอะไรมาจ่ายคืนชดใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เพียงเพราะเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของการบริโภคที่เหมือนจะไม่มีสิ้นสุดเสียที ซึ่งในหลายกรณี มีมากมายที่มันคือ อุปสงค์เทียม ที่สร้าง (หรือเสก) สรรค์ปั้นแต่งขึ้นจากกลยุทธ์หรือกระบวนทัศน์ทางการตลาดสมัยใหม่ของบรรดา Marketing Guru ทั้งหลายในยุคนี้นั่นเอง

เพียงเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการผลิตทางอุตสาหกรรมให้มากที่สุด เพียงเพื่อ “กำไรสูงสุด อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยขององค์กรหรือบางหน่วยธุรกิจไม่กี่แห่งในโลกใบนี้เท่านั้นเอง

อาจกล่าวได้ว่า บทสรุปสำหรับหนังเรื่องนี้ คือการตั้งคำถามกับคนดูว่า อาชญากรมือเปื้อนเลือดในโลกปัจจุบันนี้ คงไม่ได้จำกัดวงไว้แค่ พวกมาเฟียค้าของผิดกฎหมายอีกแล้ว ใช่หรือไม่?”

*******************************************************

หมายเหตุ “Gomorrah”  มีฉายที่โรงภาพยนตร์ House Rama RCA แห่งเดียวเท่านั้น

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

May 25

Photobucket
หวัดดีจ้า…วันนี้พี่หมีและน้องลิงกลับมาแล้วว หายหัวไปนานโขเลยเน๊อะ
ก็น้องลิงไม่ได้เที่ยวไหนเลยนี่คับ กว่าแม่ลิงจะได้ไปไหนกะเพื่อนๆ ที
น้องลิงก็ต้องคอยกันนานทีเดียว บางทีแม่ลิงดั๊นนลืมคว้าพี่หมีกะน้องลิงไปด้วยน่ะซิ
ปล่อยให้นอนแกร่วอยู่ที่บ้านตั้งหลายที เช๊อะ แอบน้อยใจแม่ลิงและ
แต่ไม่เป็นไร วันนี้น้องลิงได้ไปลั่นล้าซักทีที่เกาะเสม็ด วู้วๆๆ

ทริปล่าสุดที่น้องลิงไปก็คงจะเป็นเกาะล้านนี่แหล่ะที่พี่จั๋นเกือบทิ้งพี่หมีและน้องลิงไว้เป็นอนุเสาวรีย์
ที่เกาะล้านซะแล้ว หุหุ

เช้านี้ออกเดินทางกันน้องลิงไม่รีรอ รีบเร่งพี่หมีให้มานั่งหน้ารถทันที เพราะกลัวแม่ลิงจะลืมทิ้งเราไว้อีกน่ะซิ
Photobucket

น้องลิงลั่นล้า…นั่งชมบรรยากาศระหว่างทางไปเรื่อย น้องลิงได้เที่ยวละก็มีความสุข ..ส่วนพี่หมี สงสัยแอบงีบไปซะแล้วว
Photobucket

ระหว่างทางก็ฟ้าใสบ้าง ฝนตกบ้างเป็นระยะๆ เลย
Photobucket

พอถึงท่าก็จอดรถกันเรียบร้อย ระหว่างรอขึ้นเรือ เพื่อนๆ แม่ลิงก็ไปสำรวจตลาดกัน ลองหมวกกันจ้าละหวั่น อิอิ
Photobucket

ระหว่างรอ…ก็มาถ่ายรูปเล่นๆกัน เดี๋ยวจะหาว่าทำไมมีแต่รูปน้องลิงๆ ไม่มีแม่ลิงเลย อิอิ แอบแย่งซีน..
Photobucket

เรือเทียบท่ามาแล้ว น้องลิงซ่าซิ่งทันที….พี่หมีล่ะแอบปาดเหงื่อ กลัวน้องลิงจะพลาดตกน้ำจนได้
Photobucket

จนพี่หมีชักหวาดเสียว รีบคว้าน้องลิงมาให้นั่งให้เรียบร้อย ไม่งั้นจะจับ “ลอยทะเล” น้องลิงรีบสวนทันควัน “คนที่ควรจะโดนลอยทะเลน่าจะเป็นพี่หมีมากกว่านะ ชิ๊”
Photobucket

เย้ เย้ ถึงที่หมายสักที …พี่หมี น้องลิงหิวแล้ววววว ..พี่หมีล่ะปวดกะบาล ก็ซนตลอดงิ๊ ใช้พลังงานเยอะก็ต้องหิวเป็นธรรมดา ก็เลยไม่รีรอ รีบสั่งอะไรกินรองเท้า เอ๊ย รองท้องกันก่อน
Photobucket

อิ่มกันแล้วก็เลยไปดำน้ำกันต่อ ไปดำที่แรกน้ำขุ่นพอควรเพราะฝนตก แต่อีกที่ค่อยใสหน่อย
Photobucket

แล้วเค้าก็พาไปดูบ่อปลาที่เลี้ยงไว้ พวกปลาฉลามหางเสือ เต่าทะเล เอย ตัวโตๆ เบิ้มๆทั้งนั้น น้องลิงล่ะแอบกลัว แต่ที่น้องลิงสนใจคือพี่เค้าเอาปลาปักเป้ามาโชว์ให้ดูเวลามันพองตัว
เห็นแล้วก็แอบสงสาร แต่ก็แปลกดีไม่เคยเห็น น้องลิงแอบแปลกใจ เพราะที่พี่เค้าทำให้ดู มันเป็นท่าเดียวกับเวลาน้องลิงเอ๋อๆแล้วพี่หมีจะชอบมาจูนๆ
คือใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จับตรงขมับแล้วนวด เลยคิดว่าไม่น่าจะให้โมโห น่าจะเป็นการจูนมากกว่า แสดงว่าปลาปักเป้าก็เอ๋อพอๆกะน้องลิงแหง๋ๆ
Photobucket

กลับจากดำน้ำ พี่หมีก็แอบแคนดิทชาวบ้านไปทั่วเลย
Photobucket

พี่หมาเห็นยังเซ็ง แอบงีบดีกว่า โฮะๆๆ
Photobucket

ส่วนน้องลิงกะแม่ลิงและเพื่อนๆ ก็เล่นน้ำกันตามประสาวัยรุ่น ฮี่ๆๆ
Photobucket

ลั่นล้ากันสุดฤทธิ์
Photobucket

พอเริ่มเย็น เค้าจะจัดที่นั่งริมทะเลไว้ทานอาหารไป ดูทะเลไป บรรยากาศดี๊ ดี
Photobucket

พอตกค่ำก็เริ่มหิวอีกแล้ว หาของกินกันต่อ ไปร้านอื่นมั่งดีกว่า
Photobucket

แสงสีสุดฤทธิ์ดีเหมือนกัน ก็เลยนั่งดูบรรยากาศดีๆ
Photobucket

แต่อาหารที่นี่หลายๆร้าน ไม่เห็นจะอร่อยเลย แอบเซ็งไปตามๆ กัน กะว่าจะได้กินของอร่อยๆ สดๆ …วัยรุ่นเซ็ง
Photobucket

แอบถ่ายแม่ลิงหน่อย เด๋วหาว่ามีแต่รูปน้องลิงคนเดียว
Photobucket

เพื่อนๆ แม่ลิง
Photobucket

ยังไม่ทันไร ฝนก็กระหน่ำตกลงมา เลยต้องเผ่น โชคดีนะที่กินกันเรียบร้อยเลย เลยกลับห้องไปกินมังคุดกับสละต่อดีกว่า แล้วต่างคนก็ต่างนอน เพราะไม่ไหว
ตื่นแต่เช้า ไปดำน้ำมาก็เหนื่อย แถมแม่ลิงโดนหอยเม่นตำเท้าด้วย โชคดีที่ไม่ปวดมาก

ตื่นนอนมาด้วยอารมณ์เซ็งๆ เพราะที่นอนเมื่อคืนทำให้ปวดหลังไม่ดีเลย ราคาก็แพงแถมห้องก็งั้น ๆ ห้องน้ำก้อห่วย แต่โชคดีอย่างที่ฟ้าสดใส
แดดเปรี้ยงมากมาย วันนี้คงจะได้ถ่ายรูปกันมั่งและ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่เน๊อะ
Photobucket

น้องลิงไม่รีรอ ขอกินก่อนให้เรียบ หุหุ
Photobucket

เพื่อนๆ แม่ลิงเค้าไปถ่ายรูปกันล่วงหน้าแล้ว แม่ลิงกะว่าเด๋วขอกินเสร็จแล้วจะตามไปถ่ายกันเป็นกลุ่มบ้าง แต่พอกินเสร็จเพื่อนแม่ลิงกลับกันมาพร้อมสภาพโซ…และเดี้ยง
เนื่องจากแดดเปรี้ยงเหลือเกิน คุณเพื่อนทั้งหลายเลยเป็นลมแดดกันไปตามๆ กัน ขอไปงีบกันก่อนจะกลับซะงั้น แต่ไม่เป็นไร น้องลิงก็บ่ยั้นจ้า

พี่ลิงมันยังไม่วายแอบแคนดิทชาวบ้านไปเรื่อย สงสัยเห็นน้องลิงจนเบื่อ ไว้น้องลิงผอมจะใส่ทูพีชมั่งคอยดู โฮะๆๆ แต่คงไม่ใช่ชาตินี้แหง๋ๆเลย
Photobucket

น้องลิงดูรูปนี้แล้วมีความสุขจัง อยากมีครอบครัวสุขสันต์มั่งจังเลย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีแบบนั้น…..
Photobucket

แม่ลิงกะพี่จั๋นไม่วาย ชอบกระโดดกันจริงสองสาวนี้ เลยยกพื้นที่นี้ให้เธอทั้งคู่เลยละกัน
Photobucket

น้องลิงชอบฟ้าจัง สวยซะ น้ำก็ใส มีความสุข
Photobucket

แดดเปรี้ยงแบบนี้ แม่ลิงไม่กลัวดำอยู่แล้วเลยขอท้าแดดซะ….
Photobucket

ส่วนพี่จั๋นก็ยังแบ้วได้อีก ไม่รู้จะหน้าเด็กไปไหนเน๊อะ
Photobucket

ดูฟ้าซิ สวยดีจัง น้องลิงเพลินมากเลย นั่งดูฟ้าก็มีความสุขแล้ว ปล่อยความทุกข์ทิ้งไว้ข้างหลังซะ…
Photobucket

อนาคตจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ รู้แค่ว่า…มีความสุขกับตัวเองให้มากที่สุดเป็นพอ ที่ผ่านมาเจ็บแค่ไหน ก็ต้องทำใจและปล่อยวางมันซะ
Photobucket

แอบมานั่งพักเหนื่อย ร้อนเหลือเกิน
น้องลิง ……”ดูซิพี่หมี น้องลิงดำหมดแล้ว”
พี่หมี……….”เอ่อ….ก็ดำอยู่แล้วไม่ใช่หรอคะ”
น้องลิง…….” ^#)$*&*@$%$%$_( ”
Photobucket

โทษฐานที่ว่ากัน…นอนทับซะเลย ฮี่ๆๆๆ
Photobucket

พี่หมีเลยเอาใจน้องลิงด้วยกันสั่งน้ำชุ่มช่ำ น้องลิงจะได้หายร้อน …และหายบ่นซักที ว๊ากๆ
แก้วนี้ของพี่หมี…ลองไอร์แลนด์
Photobucket

ส่วนนี่ของน้องลิง
Photobucket

แต่พี่หมีแย่งกิน…..ซะงั้น
Photobucket

แต่ไม่เป็นไร เพราะน้องลิงกินไม่ไหว กินเยอะสงสัยมีแววเมา และได้อ๊วก แน่ๆ เลย
ก่อนกลับน้องลิงชอบรูปนี้มากมาย สวยจังเลยพี่หมี….น้องลิงเลยเอามาทำเป็นวอลล์เปเปอร์ไปแล้ว ฟ้าสวยน้ำใส ชอบมาก
Photobucket

แล้วเราก็เดินทางกลับกันอย่างปลอดภัยด้วยฝนตกเป็นระยะๆ เหมือนเดิม
ขอบคุณที่ติดตามพี่หมีและน้องลิงนะคับ
Photobucket

ก่อนจากน้องลิงดีใจมากมายที่ได้เที่ยว วันหลังน้องลิงจะไปเที่ยวอีกก็จะเอามาลงยั่วปู่มะละกออีกนะ ฮี่ๆๆๆ
ขอบคุณพ่อลิงด้วยที่ถ่ายรูปสวยๆ ให้น้องลิง….แล้วเจอกันทริปหน้างับ สวัสดี
Photobucket

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by FreakGirL \\ tags: , , ,

Feb 20

P. Comte de Buffon นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เคยเอ่ยถึงนกฮัมมิงเบิร์ด (hummingbird) ว่า เป็นนกที่ธรรมชาติได้ประทานพรสวรรค์ให้มากเป็นพิเศษ เพราะมันมีลีลาการบินที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก และมันก็สามารถบินได้ไกลกว่าและนานกว่าสัตว์อื่นที่มีขนาดตัวใหญ่กว่ามันมาก (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวนกชนิดนี้หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://www.ipst.ac.th/thaiVersion/publications/in_sci/huming.htm)

เบนจามิน บัตตัน ถ้าจะเปรียบไป ชีวิตของเขา ไม่ต่างจาก นกฮัมมิ่งเบิร์ด ตัวจ้อยกระจิดริด ที่ปรากฎให้เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งในฉากหลังจากที่เบนจามิน รอดตายจากการไปสงครามโลกครั้งที่ 2 และฉากสุดท้ายก่อนหญิงที่เป็นรักแรกและรักสุดท้ายของเขา เดซี่ ลากจากโลกนี้ไป

เบนจามิน บัตตัน คือ “เด็กน้อยอันประเสริฐจากสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้ นั่นเป็นประโยคแรก ๆ ที่ ควินนี่  แม่ผิวสีที่ไม่ได้สืบสายเลือดเดียวกันกับเขา พบเจอเด็กน้อยผิวพรรณเหี่ยวย่นราวคนชราที่ใกล้ลาโลกเต็มที ถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์หรือบ้านพักคนชราที่เธอทำงานอยู่ที่นั่น

ลักษณะพิเศษภายนอกกว่าเด็กปกติธรรมดาทั่วไปของเบนจามินที่ว่า อาจดูขี้ริ้วขี้เหร่ อัปลักษณ์ไม่น่าดูชมตามวัยที่ควรจะเป็น แม้แต่พ่อแท้ ๆ ของเขา ซึ่งผู้มีอันจะกินในสังคมอันโก้หรู ก็ไม่อยากรับเลี้ยงเป็นลูก

แต่นั่นกลับกลายเป็นพรอันวิเศษ ที่ทำให้เบนจามิน ได้รางวัลแห่งชีวิต เป็นความเข้าใจในโลก เข้าใจชีวิต ในมุมมองที่ต่างจากคนอื่นทั่วไป รวมถึงการเป็นทั้ง “ผู้ให้ และ ผู้รับ” ความรักที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากเงื่อนไขใด ๆ

เป็น “ผู้รับ ความรักอันบริสุทธิ์จากควินนี่ หญิงผิวสีต่างสายเลือด ผู้มีจิตใจงดงามและเข้มแข็ง และเขาเต็มใจเรียกเธอ อย่างเต็มปากเต็มว่า แม่

เป็น ผู้ให้ ความรักที่ปราศจากเงื่อนไขให้แด่ เดซี่ หญิงสาวที่เขาตกหลุมรักตั้งแ่ต่แรกเจอ และตราบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาไม่เคยฝืนใจ ยึดยื้อ หรือฉุดรั้งให้เธอรักตอบ ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร ในวันที่ไม่ใช่

แล้วความรักของเบนจามินกับเดซี่ ก็เดินทางไปช่วงเวลาของการผลิดอกออกผล และสุกงอมหอมหวาน ในวันที่ ใช่ ในวันที่ทั้งสองยิมยอมคล้องใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงแนวคิดทางตะวันออกในทางพุทธ ที่พุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า ให้ตาย เสียก่อนตาย นั่นหมายถึง การละวางกิเลสตัณหาทั้งปวง รวมถึงการละวางตัวตน ในวันที่เรามีชีวิตอยู่ในวันนี้ให้ได้เสียก่อนถึงวันที่เราต้องลาโลกนี้ไปจริง ๆ นั่นเอง

เบนจามิน เสียเปรียบคนอื่นในด้านรูปลักษณ์ภายนอก แต่เขาได้เปรียบในแง่ของการมองโลกอย่างเข้าใจชีวิตกว่าคนทั่วไป เขาได้รู้จักคำว่า “ตาย ก่อนตาย (จริง ๆ) อาจเพราะนาฬิกาชีวิตเขาหมุนทวนสวนกระแสโลก เขาเกิดมาเป็นคนแก่ใกล้ตาย แล้วมาตายตอนเป็นเด็กทารกแรกเกิด (อาจจริงอย่างที่เคยได้ฟังมาว่า บางทีจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นนั้น ก็คือจุดเดียวกันบนเส้นวงกลมนั่นเอง)

รวมไปถึงการที่เขาได้ ได้มองเห็นและรับรู้การจากลา การดับสูญไปจากโลกนี้ของคนชราคนแล้วคนเล่าที่เข้ามาในบ้าน ตลอดเวลาที่เขาที่ใช้ชีวิตตั้งแต่แรกเกิด จนเติบใหญ่ในบ้านพักหรือสถานสงเคราะห์คนชราหลังนี้ จนตระหนักดีถึงความไม่ยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลง ความตายเ็ป็นเรื่องนิรันดร์อันสามัญธรรมดาในชีวิตคนเรา

ข้อได้เปรียบนี้ ทำให้เบนจามิน เป็นคนที่ไม่ฟูมฟายกับชีวิต ในยามความรักไม่เป็นอย่างที่หวัง ยามคนที่เขารักและรักเขาจากโลกนี้ไป เขาละวางความถือโทษโกรธเืคือง ในยามที่รู้ว่า ชายเจ้าของโรงงานผลิตกระุ้ดุมที่เป็นเพื่อนคุยถูกคอและดื่มเหล้ากับเขาเป็นประจำ เป็นทั้งบิดาผู้ให้กำเนิด เป็นคนเดียวกับูผู้ทอดทิ้งเขาไว้ในบ้านพักคนชรานั่นเอง

ดังนั้น เขาจึงแปรเปลี่ยนและใช้เวลาที่เหลือในชีวิต อันเป็นส่วนที่ได้จากความไม่ฟูมฟายในชะตาชีวิต เวลาที่เหลือชีวิต อันเป็นส่วนที่ได้จากไม่ยึดถือยึดมั่น มาเป็นการใช้ชีวิต (ให้เป็น) อย่างเต็มที่

สำหรับช่วงเวลาที่เหลือนั้น เขาใช้ไปกับการดูแลพ่อที่ป่วยอาการหนัก (ซึ่งเหลือเวลาในชีวิตอีกไม่นานนัก) เขาออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้โลกในแง่มุมที่แตกต่าง หลากหลาย เขาทำงานสารพัดอย่าง และมีความสุขกับมันอย่างไม่เกี่ยงงอนว่ามันจะเป็นงานเล็กงานน้อยต้อยต่ำ หรืองานนั้นทำแล้วคุ้มค่าความเหนื่อยยากที่ลงไปหรือเปล่า

เบนจามิน บัตตัน เป็นนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ได้รับพรอันประเสิรฐจากพระเจ้า ผู้มีหัวใจอันแข็งแกร่งและงดงาม

จากคนแก่ใกล้ตาย ไร้แล้วซึ่งความหวังในชีวิต กลายกลับเป็นคนที่ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธาในตัวเองและผู้อื่น ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่ได้เกิดมาจวบจนวินาทีสุดท้ายบั้นปลายของชีวิต

มีคนเคยบอกไว้ว่า มันไม่สำคัญว่า คุณจะร่ำรวย ยากดีมีจน รูปพรรณสัณฐานสวยงามหรือขี้เหร่แค่ไหน ชาติตระกูลสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงใด

ที่สำคัญมากกว่า  คือ คุณมีทัศนคติ มีมุมมองต่อชีวิต ต่อโลกอย่างไร เพราะมันคือเครื่องบ่งบอกตัวตนของคุณ และส่งผลกระทบต่อการดำเินินชีวิตทั้งตอนนี้และในภายหน้าของคุณนั่นเอง…

ปล.
หนังเรื่องนี้อาจได้รับรางวัลเทคนิคพิเศษด้านการตกแต่งใบหน้า ในเวทีประกวดหนังที่ใดสักแห่ง เหตุผลไม่ใช่เพราะทำให้พระเอกและนางเอกแก่ชราผิวพรรณเหี่ยวย่น ตกกระได้อย่างสมจริง

แต่….เป็นเพราะทำให้ แบรด พิทท์ และเคท บลานเช็ท ผิวหน้าเต่งตึงใสเด้ง (กว่าสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันของดาราสองคนนี้ ในวัยล่วงเลยเขตแดนเลข 4 ไปแล้ว) ยังกับวัยหนุ่มสาวแรกรุ่น ไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน (ฮา) ไ้ด้อย่างชนิดที่ต้องยกนิ้วให้ ผสมความฉงนว่าทำได้อย่างไร นึกในใจว่าเค้าใช้วิธี รีทัช ในลักษณะเดียวกับการทำภาพนิ่งหรือเปล่า

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Jan 17

เมื่อวานนี้ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หัวข้อที่ไปพูดก็คือ “TV Online นวัตกรรมใหม่เพื่อคนไทยยุคไฮเทค” มีนักศึกษามาฟังร่วม 80 คนได้ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก Internet TV มากนัก และสับสนระหว่าง TV Online กับ Internet TV อีกด้วย

ไม่แปลกที่นักศึกษาสับสน เพราะแรกๆ ผมก็สับสนเหมือนกัน เพิ่งมาเข้าใจตอนมาทำ Suki Flix นี่แหละ ว่าที่จริงแล้วก็คือคำๆ เดียวกัน เพียงแต่ต่างกันตรงเนื้อหานั่นเอง

ผมบอกนักศึกษาในตอนเริ่มต้นสัมมนาว่า จริงๆ ที่มาพูดวันนี้เป็นเรื่องอินเทอร์เน็ตทีวีมากกว่า เป็นศัพท์ที่พัฒนามาจากคำว่าทีวีออนไลน์ เนื่องจากสมัยก่อน (พูดยังกับนานนักหนา) ทีวีออนไลน์จะเป็นการนำรายการทีวีมาฉายซ้ำในโลกออนไลน์ ไม่มีการคิดเนื้อหาใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอ เรียกง่ายๆ ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเสริมของสื่อหลักอย่างทีวีมากกว่า

แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ทำให้คนสามารถผลิต คิดค้น และชมรายการทีวีบนอินเทอร์เน็ตที่ง่ายดาย และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงมีคนชอบลองของอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ สร้างสรรค์งานผ่านช่องทางใหม่ ที่เรียกว่า New Media นี้มากขึ้นไปด้วย

ผมเคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเมื่อปีที่แล้ว ต้องบอกว่าบรรยากาศการฟังสัมมนาและการเรียนรู้ของนักศึกษาที่นั่น แตกต่างจากนักศึกษาของ ม.กรุงเทพ หลายประการพอสมควร

ที่เห็นได้ชัดคือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสัมมนา นั่นประการแรก

อีกประการหนึ่งคือความสนใจหรือใส่ใจในงานสัมมนาเอง

สองประการนี้อาจเกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง เพราะถ้านักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่สัมมนา ก็จะมีความสนใจในสิ่งที่วิทยากรบรรยาย

นักศึกษาที่ราชภัฏนครปฐม นั่งฟังและจดคำบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจตลอด 3 ชั่วโมงที่บรรยาย และเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม นักศึกษาเกือบครึ่งห้อง (จำนวนที่นั่งฟังทั้งหมดพอๆ กับนักศึกษา ม.กรุงเทพ) แย่งกันซักถามราวกับ ส.ส.ยกมืออภิปรายนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยาย นักศึกษาและอาจารย์ยังขอไฟล์ presentation จากผมไปศีกษาต่ออีกด้วย

ขณะที่เมื่อวานนี้ที่ ม.กรุงเทพ ผมใช้เวลาบรรยายเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด นักศึกษาหลังห้องนั่งคุยกันเป็นพักๆ ส่วนคนที่นั่งหน้าห้องตั้งใจฟังพอสมควร ผมต้องแก้เกมด้วยการเปิดคลิปวีดีโอฮาๆ แปลกๆ ให้ดู ซึ่งก็สามารถดึงความสนใจของนักศึกษากลับมาสู่เนื้อหาได้พอสมควร เมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือถามแม้แต่คนเดียว ไม่มีแม้แต่คนเดียวในจำนวน 80 คน มีอาจารย์คนเดียวเท่านั้นที่ถาม

พิธีกรต้องแก้ปัญหาด้ัวยการให้ผมถามคำถามนักศึกษา แล้วแจกรางวัลล่อ ปรากฏว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นตอบเพียงคนเดียว แม้นักศึกษาคนนี้จะตอบไม่ถูกต้องชัดเจนนัก แต่ผมดูท่าแล้วไม่น่าจะมีคนอื่นยกมือตอบอีก ก็เลยยกประโยชน์ให้จำเลย ให้รางวัลไปอย่างไม่มีคู่แข่ง และเมื่อปิดการสัมมนา นักศึกษาสลายตัวรวดเร็วกว่าม็อบโดนสลายการชุมนุมด้วยซ้ำ

ที่ผมเ่ล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการตัดสินนักศึกษาระหว่าง 2 สถาบันนี้ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงอุปสรรคของการบรรยายสิ่งแปลกใหม่ในความคิดของเยาวชน ซึ่งตัววิทยากรเองคงต้องปรับกลยุทธ์การสัมมนาให้เ้ข้ากับพฤติกรรมของนักศึกษาแต่ละสถาบัน ก็จะทำให้สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พูดเข้ากับความสนใจของนักศึกษาได้

ไม่อย่างนั้นพูดไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด

แต่ผมก็ต้องชมทีมงานนักศึกษาที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ เพราะมีความพยายามมากที่จะให้งานออกมาดี มีการเตรียมการที่เป็นขั้นตอนดีมากครับ ดีกว่างานอีเวนต์ของบริษัทใหญ่ๆ บางบริษัทด้วยซ้ำ อย่างเช่นนักศึกษาจะส่งระเบียบพิธีการ ประเด็นที่จะให้บรรยาย ฯลฯ ให้ผมล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์ และโทรศัพท์คุยกันเป็นระยะๆ ขณะที่บางงานที่ผมเคยไปรับเชิญจากบางบริษัท กลับไม่มีการสื่อสารที่ครบถ้วนแบบนี้ อันนี้ต้องขอชมครับ

วันนี้ผมมีรูปมาให้ดูแค่ 2 รูป เชื่อว่าประมาณปลายเดือน ทีมผู้จัดงานจะส่งรูปที่เหลือ และคลิปวีดีโอบรรยากาศในงานสัมมนามาให้ ซึ่งผมจะโพสต์ให้ชมกันต่อไปครับ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , , , , ,

Jan 03

เมื่อคืนนี้ได้รับ sms อวยพรปีใหม่จากเพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่ง ก็เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่าเคยมีเรื่องราวที่เขียนบล็อกถึงเพื่อนคนนี้อยู่ เกิดอารมณ์ย้อนอดีตวัยเยาว์ nostalgia ขึ้นมาตะหงิด ๆ ก็เลยเอามาลงบล็อกเพื่อรำลึกนึกถึง (มัน) อีกครั้ง :D

———————————————————-
หมายเหตุ  ขออนุญาตใช้คำว่า ไอ กับเพื่อน เพราะถ้าไม่ใส่ทำให้รู้สึกห่างเหิน เหมือนไม่ได้พูดถึงเพื่อนคนนี้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ได้มีเจตนาหยาบคาย หวังว่าคงเข้าใจเนอะ :)  

เย็นวันนี้ ระหว่างกำลังอยู่ในกระบวนการเมตาโบลิซึ่มด้วยการล้างห้องน้ำ (ประจำสัปดาห์) เพื่อเป็นการชดเชยกับการที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายมาหลายวัน (จนแทบจะเป็นงูเหลือมนอนอืด)ในระยะนี้

ด้วยความเพลิดเพลิน ขณะกำลังขัดโถส้วม สมองมันก็สั่งการย้อนระลึกนึกถึงความหลังครั้งวัยเรียน  นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง  ซึ่งวีรกรรม (เล็ก ๆ) ของเพื่อนคนนี้ทำให้เราอดอมยิ้ม และขำอยู่คนเดียวทุกทีที่นึกถึง 

เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชื่อ ไอคุ เป็นคนหน้าตาดี ผิวขาว ปากแดง แก้มใส (จนจะเกินหน้าผู้หญิงอยู่แล้ว)  ผมสีน้ำตาลแดง ยาวประบ่า ดูคล้ายลูกครึ่งฝรั่ง แต่มันบอกว่ามันเป็นตี๋แท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

ก่อนมาเรียนที่นี่ ไอคุ จบมาจาก ACC หรือ อัสสัมชัญพาณิชย์ (ไอคุ มีเพื่อนคู่หูคู่ดูโอตัวแทบจะติดกันตลอดเวลามาจากที่เดียวกันชื่อ ไอสัน) แต่อันที่จริงเด็ก ACC ที่มาเรียนในกรุ๊ปเรียนเดียวกับเรา (สมัยนั้นเรียนกรุ๊ป A2) ก็ยกแก๊งมา อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเยอะพอสมควร
ก็มีแต่ ไอคุ กับ ไอสัน นี่แหละที่พอเรียนไปได้สักระยะหนึ่งก็แตกหน่อแตกกลุ่มก๊วนเดิม มาอยู่กับก๊วนแหล่งรวมเด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรา ไม่ว่าจะ ติวข้อสอบ ทำงานกลุ่ม ไปห้องสมุด ไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนัง ฯลฯ กันทั้งก๊วนด้วยกันบ่อย ๆ  สาเหตุหนึ่งที่มาร่วมก๊วนเดียวกัน (เท่าที่พอจะจำได้) คือ ไอสันสนใจหญิงสาวน่ารักคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนพวกเรา แต่ให้พวกเราช่วยกันเป็นแม่สื่อชักนำให้มีโอกาสได้รู้จักกัน (เพราะสันมันปอด ไม่กล้าจีบเอง 555)  

วันหนึ่งในระหว่างคาบเรียนวิชาหนึ่ง เพื่อนหญิงคนหนึ่งในกลุ่มของเรา ได้กลิ่นแปลก ๆ ตุ ๆ ลอยมาจากหลังห้อง และกลิ่นนั้นเริ่มกระจายวงกว้างตลบอบอวลไปทั้งห้องเรียน (ที่ติดเครื่องปรับอากาศ) ทุกคนในชั้นเรียนต่างมองหน้า มองหลัง ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก เหมือนมีแววสงสัยในดวงตา แต่ไร้คำตอบ 

มันเป็นกลิ่นของผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนชอบจะชอบมาก คนเกลียดก็จะรังเกียจสุด ๆ นั่นคือ ทุเรียน แต่.. มันกลับไม่ใช่กลิ่นทุเรียนสด ๆ ที่เพิ่งแกะออกจากพู มันคือ กลิ่นทุเรียนในแบบที่ผ่านกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายแล้วปลดปล่อยออกมาสัมผัสอากาศภายนอก ใช่แล้วมันคือกลิ่นผายลมของมนุษย์ 

จนจบคาบเรียน ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยกลิ่นนี้ออกมา แล้วก็ไม่มีใครสงสัยใคร หรือสนใจอะไรกันต่อไปอีกแล้ว 

ในที่สุด ไอคุ ก็มาเฉลยกลิ่นปริศนานั้น ตอนกินข้าวกันหลังเลิกเรียนว่า กลิ่นที่ได้ดมกันถ้วนในห้องเรียนคาบที่ผ่านมานั้น เป็นกลิ่นของมันเอง พอดีเมื่อคืนกินทุเรียนมากไปหน่อย เลยจำต้องปล่อยออกมาแบบที่ยั้งไม่อยู่แล้วจริง ๆ 

เออนะ ไอคุ ไม่ต้องบอกก็ไม่มีใครรู้นิ แถมเลือกจังหวะมาบอกเอาตอนกำลังนั่งกินข้าวกันอีก โค ตะ ระ ทุเรศเลย แถมมันยังหัวเราะเสียยกใหญ่ เหมือนดีใจที่ได้แกล้งคนทีเดียวเป็นหมู่คณะ 

แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ ไอคุ ค่อนข้างจัดอยู่ในจำพวกเด็กอนามัยจัดมากกกก  ขณะที่นั่งเรียนกันอยู่ จู่ ๆ คุ มันก็หายตัวไปจากห้องเรียนแบบไม่บอกไม่กล่าว อีกร่วม
1 ชั่วโมงต่อมา ไอคุก็ปรากฏกายกลับมานั่งที่เดิม ก็ถามต่อว่ามีเรื่องอะไรเหรอ มันก็ตอบมาว่า ตูปวดท้อง กลับไปอึที่บ้านมา 

พวกเราก็ถามว่าหายไปไหนมา มันบอกว่า ขับรถกลับไปบ้านมา (บ้านอยู่แถวอโศก- ดินแดง ส่วน ม.กรุงเทพ ที่นั่งเรียนอยู่ที่กล้วยน้ำไท)

พวกเราก็เหวอกันใหญ่ ว่ามันโอเว่อร์ ปวดท้องอึแค่นี้เข้าห้องน้ำมหาลัยไม่ได้เชียวเหรอ 

มันก็ตอบกลับมาว่า ตูไม่ชินหวะ เวลาปวดหนักต้องเข้าห้องน้ำที่บ้านได้ที่เดียวเท่านั้น 

เออนะ เพื่อนเราคนนี้ (อีกแล้ว) ความสามารถในการสกัดกั้นการขับถ่ายเป็นเยี่ยม หากส่งเข้าประกวดคงได้รางวัลชนะเลิศด้านความอึด ยอมอึที่บ้านอย่างสบายใจ ดีกว่าไปอึที่อื่นไหนให้ไม่สบายตัว 

นี่เป็นเรื่อง ตุ ๆ ของนายคุ ที่เรานึกขึ้นทีไรก็อดขำคนเดียวไม่ได้ทุกที

เจอหน้าไอ คุ ครั้งสุดท้ายที่สนามบินดอนเมือง เมื่อราวสิบปีที่แล้ว วันนั้นพวกเราตื่นตี 3 เพื่อไปส่งมันที่สนามบิน เพราะมันต้องไปเรียนต่อโท IBM ที่อเมริกา เพื่อกลับมาสานต่อกิจการของครอบครัว (เป็นธุรกิจผลิตและรับติดตั้งป้ายบิลบอร์ดต่าง ๆ ที่ติดตามอาคาร รวมถึงวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดนิทรรศการตามงานแสดงต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ) 

คำร่ำลาสุดท้ายสุดซึ้งตรึงใจที่เราฝากบอก คุ ซึ่งจะไปเรียนในนิวเจอร์ซี่ คือ ให้ช่วยดูแล ป๊อด โมเดิร์นด็อกที่อยู่ฝั่งนิวยอร์คให้ด้วยนะ (ตอนนั้นเพื่อน ๆ จะรู้ว่าเราชอบนักร้อง ป๊อด โมเดิร์นด็อกมากกก)  คุ มันบอกว่า โหยย… โค ตะ ระ อิจฉาป๊อดเลยหวะ หมั่นไส้ …. แล้วเราก็ขำกันยกใหญ่ 

ระหว่างที่เรียนอยู่ที่นั่น คุ ก็มีการติดต่อกลับมาหาพวกเราบ้าง และหลังจากที่ คุ เรียนจบกลับมา ก็ยังติดตามข่าวคราวของเพื่อน ๆ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปหลับเรียนจบ มีครั้งหนึ่งที่ที่ คุ โทรศัพท์มาบอกว่าตอนนี้ลงมาทางใต้ มากับแม่ อยู่หาดใหญ่ เพื่อพาแม่มาไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี เราได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ไปเจอหน้าค่าตา  เพราะตอนนั้นตรงกับจังหวะที่เราติดงานด่วนของที่ทำงาน จึงทำให้พลาดโอกาสที่จะเจอเพื่อนคนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย 

ครั้งล่าสุด ก็เพียงแต่เจอกันผ่านเสียงทางโทรศัพท์เท่านั้น ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีลูก เพราะติดปัญหาบางอย่างทางสุขภาพ ประกอบกับล่าสุด คุ เพิ่งผ่าตัดบริเวณกระดูกด้านหลัง น่าจะตรงตรงก้นกบ (ทำไม๊มันต้องมาเกิดอะไรแถว ๆ นี้ประจำเลย 555)  ก็เลยต้องนอนอยู่กับเตียงไปไหนไม่ได้อยู่ร่วมเดือน แถมบอกว่า ตอนนี้อ้วนขึ้นเป็นกองไม่ได้สะโอดสะองเหมือนก่อนแล้ว

เวลาเปลี่ยน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป เพื่อน ๆ ผู้คนรอบตัวก็หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมารู้จัก มาแลกเปลี่ยน มาแบ่งปันประสบการณ์ แต่แปลกและดีจังที่ ความรู้สึกดี ๆ กับเพื่อน กับเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราขำ ๆ ได้คนเดียวยามเมื่อนึกถึง มันยังคงอยู่……

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: ,

Dec 07

เป็นครั้งแรกที่ต้องลงพื้นที่สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลในจังหวัดภาคอีสาน
ไม่ใช่อีสานติดกลางเช่นโคราช หรืออีสานติดเหนืออย่างจังหวัดเลย
แต่เป็นอีสานแถบคมขวานอย่างสกลนคร นครพนม และสุรินทร์

ตลอดทริป 4 คืน 3 วัน เราเดินทางด้วยรถทัวร์ทั้งหมด 4 สาย
และเลือกซื้อตั๋วของแต่ละบริษัทโดยไม่รู้เลยว่า ยี่ห้อไหนดี-ด้อยต่างกันอย่างไร
แต่พอผ่านประสบการณ์นั่งรถทัวร์อุตลุดมาแล้วก็อยากจะเล่าสู่กันฟัง

Continue reading »

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by หมาซ่า

Dec 05

ในหลวงผู้เป็นประทีปของคนไทยทั้งประเทศ

รูปเหล่านี้คัดเลือกจากคอมพิวเตอร์ที่สมาชิกพันทิปได้โพสต์ไว้ในกระทู้รูปที่มีทุกบ้าน

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายมุมมอง แต่ว่าแต่ละรูปได้แสดงถึงความรักที่ประชาชนมีต่อพระองค์

ในขณะเดียวก็แสดงถึงความรักของในหลวงที่ต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by Loft

Dec 03

ภาพจาก Nation

หลังจากคดียุบพรรคแล้ว เราจะเห็นพฤติกรรมเดิมๆ ของนักการเมืองไทย
ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากการตัดสินยุบพรรคครั้งที่แล้ว
ส.ส.ต่างก็วิ่งพล่านเตรียมหาพรรคการเมืองใหม่เอาไ้ว้สิงสู่
ขณะที่นักการเมืองที่ติดร่างแหถูกตัดสิทธิ์เล่นการเมือง 5 ปี
ก็เพียรย้ำว่าการตัดสินของศาลไม่เป็นธรรม

บ้างก็แต่งชุดดำ บ้างก็ร้องไ้ห้ บ้างก็เกรี้ยวกราด
โดยไม่แยแสแม้แต่นิดว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น
ได้วางกรอบให้นักการเมืองเดินตามครรลองที่เหมาะสมและโปร่งใส
แต่กลับมองว่า มันทำผิด ฉันไม่เกี่ยว
มันเป็นเรื่องส่วนตัว ทำไมต้องให้ส่วนรวมรับผิดชอบ

หากแต่สำนึกของนักการเมืองไทย มิได้สำเหนียกว่าการเป็นนักการเมืองนั้น
ต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
สิ่งที่ผู้บริหารพรรคปฏิญาณตนว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง
จึงเป็นพันธะสัญญาที่ผูกพันทั้งภายในและภายนอกพรรค
หากผู้บริหารคนหนึ่งคนใดทำผิดจากที่สัญญาไว้
ผู้บริหารอื่นๆ รวมถึงพรรค ในฐานะตัวแทนของประชาชน
จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ร่วมกัน

มิใช่ว่าคนหนึ่งคนใดทำผิด คนที่เหลือก็อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
คนอื่นไม่เกี่ยว พรรคไม่เกี่ยว ไม่ได้
เพราะก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง นักการเมืองผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
ย่อมต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว แม้ในทางทฤษฎีก็ตาม
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎเกณฑ์ของพรรคที่ยินดีจะปฏิบัติร่วมกัน
ทุกท่านย่อมต้องรับทราบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

ดังนั้น การปัดความรับผิดชอบอย่างที่นักการเมืองไทยเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้
กลายเป็นความภาพเดิมๆ ที่น่ารังเกียจ และบั่นทอนความหวังของสังคมไทยมากขึ้นทุกวัน
การเริ่มคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแทนคนเดิมนั้น
ก็มิได้ตระหนักว่าสาเหตุที่พรรคถูกยุบนั้น เพราะสาเหตุอันใด
กลับต้องการเอาชนะเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการเท่านั้น

ไม่ต่างจากมะเร็งร้าย ที่ยิ่งผ่าตัดหรือใช้ยารักษา ก็มีแต่ยิ่งลุกลามมากขึ้นเท่านั้น
หากการก่อตัวในระยะเริ่มต้น ก็อาจจะหยุดยั้งความป่วยไข้ของสังคมไทยได้ทัน
แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มะเร็งได้ลุกลามไปไกลกว่าระยะเริ่มต้นแล้ว
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดทิ้งหรือทำลาย เพราะนั่นเป็นการหยุดยั้งระยะสั้น
แต่การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หรือสร้างพื้นฐานของร่างกายให้มั่นคง
จึงจะเป็นทางออกที่ดีทีสุด

ทางออกนั้นคืออะไร สังคมไทยน่าจะรู้ดี

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,

Nov 30

 

ช่วงนี้เป็นหวัดขั้นไม่รุนแรงอยู่สองวัน (ทานยาดักไข้ไว้ทุกวัน) จนวันเสาร์ที่ผ่านมาอาการหวัดก็ยังไม่ดีขึ้น เสียงก็ยังคงอู้อี้ ๆ อยู่ ไม่อยากจะออกไปข้างนอกเลย
แต่ว่า… มีนัดสำคัญที่ไม่อยากพลาด และพลาดไม่ได้

 

เพราะได้บัตรฟรีจาก น้องแจง (แห่งเว็บ

 

suki flix) ที่อุตส่าห์เป็นธุระขวนขวายหามาบัตรให้ เป็นบัตรฟรีคอนเสิร์ตที่จัดในสวนสาธารณะในกลางเมืองกรุง เห็นเค้าว่าเป็นงานดนตรีสำหรับคนเมือง เป็นงานที่จัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนดนตรี (และค่ายเพลง ) KPN กับ กรุงเทพมหานคร งานในปีนี้จัดเป็นปีที่ 3 แล้ว ณ สถานที่เดิม คือ สวนเบญจกิตติ (ข้างห้างฯ ดิ เอ็มโพเรี่ยม)
ที่บอกว่าพลาดไม่ได้ และไม่อยากพลาด ก็เพราะในงานนี้มีคอนเสิร์ตของวง ETC วงดนตรีวัยรุ่นโปรดในดวงใจในรอบ 4 -5 ปีที่ผ่านมานี้ เราเองนั้นมีซีดีอัลบั้มทั้ง 3 ชุด ตั้งแต่ชุดแรกจนชุดปัจจุบัน (แผ่นแท้ไม่ใช่แวมไพร์เรคคอร์ดนะจ๊ะ  55)

 

 

โดยปกติเราเองแทบไม่ค่อยซื้อซีดีอัลบั้มเพลงไทย (ของแท้) มานานมากแล้ว
ก็จะมีแต่วง ETC นี่แหละที่ข้าพเจ้ายอมลงทุนควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อ เพราะวงนี้ถ้าฟังเฉพาะเพลงที่เค้าตัดออกมาโปรโมททางสื่อ ก็จะนึกว่าเป็นเพลงรักวัยรุ่นหวานซึ้งทั่วไป แต่ถ้าได้ฟังเพลงเร็วทั้งอัลบั้มของวงนี้แล้ว บอกได้เลยว่าวงนี้

 

 

ฝีมือไม่ธรรมดา
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าเป็นเพลงเร็วของวงนี้ส่วนใหญ่จะออกไปทางฟิวชั่นส์แจ๊ส  ดนตรีที่ซึ่งส่วนตัวเราเข้าใจเอาเองว่า เป็นแจ๊สที่เน้นเดินเบสหนัก ๆ น่าจะประมาณนั้นหนะ ซึ่งตัวเราเองค่อนข้างคุ้นเคยกับฟิวชั่นส์แจ๊สดี เพราะเติบโตมาในยุคสมัยที่ดนตรีแนวนี้กำลังเติบโต (แม้จะรู้จักไม่ลึกซึ้งมาก แต่ก็พอจะผ่านหูมามากพอควร)
ถ้าใครอยากลองฟังว่าดนตรีแนวฟิวชั่นส์แจ๊ส เป็นอย่างไร อยากแนะนำให้ลองไปเข้าบล็อกของน้องบล็อกคนหนึ่งที่มาเขียนในโอเคเนชั่นชื่อว่า 

 

 

 

น้องคนนี้เค้าจะลงเพลงแนวนี้ไว้เยอะมาก (แต่ก็มีแจ๊สในรูปแบบอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วยหละ)  และเราเองค่อนข้างชื่นชมในความจริงจังตั้งใจในการนำเสนอดนตรีแนวนี้ของน้องเค้ามากเป็นพิเศษ

 

กลับมาที่งานฟรีคอนเสิร์ตที่ไปมาในครั้งนี้กันต่อ ในงานคอนเสิร์ตนี้ นอกจากวง ETC แล้ว ก็มีศิลปินนักร้องคนอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่ม Be My Guest

 

(ประกอบด้วย มัม ลาโคนิค, นรีกระจ่าง  คันธมาส, กรรชัย  กำเนินพลอย, ตั้มสมประสงค์ เป็นต้น) แล้วก็ยังมี บี พีรพัฒน์ (อดีตนักร้องนำวงเครสเชนโด้), มาช่า วัฒนพานิช
ไม่อยากจะบอกเลยว่า…. เราได้ถ่ายคลิปวิดีโอตอนที่นักร้องทุกคนร้องเพลงเอาไว้หมดเลย เจ๋งเด็ด ๆ ทั้งนั้น ha ha ha

 

 

 

 

 

แล้วก็….
ไม่อยากจะบอกเลยว่า…..  เมื่อตอนเย็นเอามาก๊อปปี้ไฟล์รูปและคลิปใส่เครื่องเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ก๊อปปี้มาไม่หมด เพราะไม่ได้เช็คดูว่ารูปและคลิปทั้งหมดนั้นมีเก็บไว้ 2

 

 

โฟล์เดอร์
และที่สำคัญคือ เราดัน format ล้างการ์ดความจำในกล้องไปจนหมดเกลี้ยงเรียบร้อยโรงเรียน ETC

 

 

… เวรกรรม อยากจะกู่ร้องไห้ว๊าก ๆ ให้ก้องโลกกกกกก  โฮๆๆๆๆ ฮือๆๆๆๆๆๆ
เสียดายมากกกก เก็บรูปและคลิปตอนร้องเพลงของ น้องหนึ่ง นักร้องนำประจำวง  กับ น้องมิ้นท์ มือเบสประจำวง ETC (ที่ตอนนี้เราเริ่มเอนเอียงมาชอบน้องมิ้นท์มากขึ้นแระ) ไว้เพียบเลยยย โอ๊ยยย  Jabra Die (=

 

 

จะบร้าตาย)

 

 

มิ้นท์ มือเบส วงอีทีซี (ภาพนี้จากอินเตอร์เน็ตค่ะ)
(ในวันคอนเสิร์ตที่ไปดูโชว์ฝีมือการเล่นเบสแบบให้ 5 ดาวไปเลยคับท่าน)

โดยเฉพาะตอนที่เป็นเพลงโปรดของเราอีกเพลง ในอัลบั้มล่าสุดของ ETC คือ เพลง นางฟ้า

 

 

 

 

ถ่ายเก็บไว้ตลอดเพลงเลยอ่ะ หายไปหมดเลย (เดี๋ยวค่อยไปถามน้องแจงดูว่ามีถ่ายเก็บเอาไว้บ้างไหม เผื่อจะเอารูปภาพ และคลิปวิดีโอมาแจมลงเอ็นทรี่นี้เพิ่มเติมอีกได้)
ดังนั้น รูปที่เหลืออยู่สามารถนำมาโชว์ไว้นี้ จึงเป็นแค่รูป “นางฟ้า

 

ประดับไฟคริสมาสต์ ทั้งข้างในและด้านหน้าเอ็มโพเรี่ยม (รวมถึงบรรยากาศคริสมาสต์บริเวณห้างนิดหน่อย) แหะ แหะ
มาดู “นางฟ้า” หน้าเอ็มโพเรี่ยมกันแทน (เนาะ)

 

 

บริเวณหน้าสวนเบญจกิตติ
(ถ่ายไว้นิดหน่อย เพราะตั้งใจสำรองเมมโมรี่การ์ดไว้ถ่ายอีทีซี แล้วเป็นไงหละ 555)

 

 

 

เหล่าเพื่อนผองน้องพี่ที่ไปด้วยกัน
“หลิง” (ชูนิ้ว ใส่แว่น คนนี้เพื่อนสมัยเรียนของข้าพเจ้าเอง)
“พี่เพชร” (เสื้อดำ เพื่อนที่ทำงานของหลิง)
“น้องหนิง” (เสื้อลายขวางสีชมพู น้องสาวหลิง)
สองสาว (นักวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ประจำแบงก์ยักษ์ใหญ่) ยิ้มแฉ่ง แฟนพันธุ์แท้ ETC ตัวจริง
“น้องบุษ” (เสื้อสีขาว แขนสั้น)
“น้องแจง” (เสื้อสีขาว แขนขาว สาวน้ำใจงามผู้จัดหาบัตรฟรีมาให้ดู)
คนสุดท้าย คนนี้ไม่รู้จัก เดาว่าน่าจะเป็นแม่ค้าขายตรายางออนไลน์ที่ไหนสักแห่ง 555

ปล. ไว้จะไปจิ๊กภาพจากชาวบ้านมาลงเพิ่มให้ในภายหลังนะคะ :D

 

 

 

 

 

 

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Nov 24

ขอความคิดเห็นหน่อยครับ…

ถ้า Suki Blog ย้ายออกมาจาก Suki Flix เพื่อการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยจะขยายส่วน Blog เป็นหมวดหมู่ต่างๆ หรือหมายความง่ายๆ ว่าเป็นอีกเว็บหนึ่งไปเลย อย่างที่ผมเคยเสนอไปเรื่องเว็บข่าว ไม่ทราบว่าสมาชิกทุกท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เพราะเท่าที่ติดตามดูตลอด 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา พบว่า Suki Blog เข้ามาหลบอุดอู้อยู่ในซอกหลืบของ Suki Flix ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สังเกตเห็น และไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก หากแยกตัวออกไปมีพื้นที่ของตัวเอง อาจขยับขยายอะไรได้มากกว่านี้

ช่วยกันคิดหน่อยครับ…

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: ,